ในยุคที่เทคโนโลยีมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คำถามสำคัญของสังคมไทยอาจไม่ใช่เพียงว่า “เรามีเทคโนโลยีใหม่ ๆ แล้วหรือยัง” แต่คือ “เราจะทำให้ระบบงานและข้อมูลของภาครัฐสามารถเชื่อมโยงและสื่อสารระหว่างกันได้อย่างไร”

แม้ภาครัฐจะมีการพัฒนาเทคโนโลยีและแอปพลิเคชันที่ทันสมัยมากเพียงใด หากข้อมูลยังคงถูกจัดเก็บและบริหารจัดการแบบแยกส่วนระหว่างหน่วยงาน กระทรวง หรือระบบงาน ประชาชนก็ยังคงต้องนำเอกสารและข้อมูลเดิมไปติดต่อกับหน่วยงานต่าง ๆ ด้วยตนเองเช่นเดิม ดังนั้น ความท้าทายสำคัญของการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลจึงไม่ได้อยู่ที่การนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้เพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้าง “ระบบนิเวศข้อมูลภาครัฐที่สามารถเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ” เพื่อให้ภาครัฐสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ ลดความซ้ำซ้อนของกระบวนการ และยกระดับการให้บริการประชาชนให้สะดวก รวดเร็ว และตอบสนองต่อความต้องการได้อย่างแท้จริง

บทความนี้จะพาไปเจาะลึกถึงเบื้องหลังการทลายกำแพงข้อมูล พร้อมสำรวจแนวทางการวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อรองรับอนาคต ผ่านมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ของ ดร. อาศิส อัญญะโพธิ์ รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ สพร. ผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันการใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเพื่อยกระดับการทำงานของภาครัฐ ให้มีความสะดวก ปลอดภัย เชื่อมโยง และตอบโจทย์ประชาชนมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังร่วมพูดคุยถึงทิศทางและแผนยุทธศาสตร์ในการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกันภายใต้ ระบบนิเวศดิจิทัล (Digital Ecosystem) ที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนข้อมูล การพัฒนาบริการดิจิทัล และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ เพราะการก้าวสู่รัฐบาลดิจิทัลอย่างแท้จริง ไม่ได้หมายถึงการมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด แต่หมายถึงการที่ ทุกระบบสามารถทำงานร่วมกัน และข้อมูลสามารถสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนและประเทศได้อย่างเต็มศักยภาพ

คำถามที่ 1  ในฐานะผู้บริหารที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทาง อยากให้ท่านช่วยวาดภาพในอนาคต ความเชื่อมโยงระหว่าง “มาตรฐานดิจิทัลภาครัฐ” กับ “ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศในภาพรวม” ว่ามาตรฐาน เหล่านี้จะเข้ามาเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ที่ช่วยยกระดับความเชื่อมั่นและขับเคลื่อน รัฐบาลดิจิทัล ให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างไร

คำตอบ การพัฒนารัฐบาลดิจิทัลมีเป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐสามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ทั้งในการให้บริการประชาชนและการปฏิบัติงานตามภารกิจของหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยหัวใจสำคัญคือการออกแบบบริการที่ยึดความต้องการของประชาชนเป็นศูนย์กลาง ประชาชนควรได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว สามารถเข้าถึงได้ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ไม่ต้องกรอกข้อมูลหรือยื่นเอกสารซ้ำหลายครั้ง รวมทั้งมั่นใจได้ว่าข้อมูลส่วนบุคคลจะได้รับการคุ้มครอง มีความมั่นคงปลอดภัย และได้รับการดูแลอย่างน่าเชื่อถือในขณะเดียวกัน การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐจะต้องช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินงานได้อย่างมั่นใจว่าเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลภาครัฐ และสนับสนุนให้การดำเนินงานบรรลุวัตถุประสงค์ของแต่ละหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิผลบทบาทของมาตรฐานจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล เนื่องจาก สพร. ไม่ได้เป็นผู้พัฒนาระบบสารสนเทศให้กับทุกหน่วยงาน แต่มีบทบาทในการพัฒนาแพลตฟอร์มและโครงสร้างพื้นฐานกลาง เพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ สามารถเชื่อมต่อและนำไปใช้ประโยชน์ได้ ขณะที่แต่ละหน่วยงานยังคงต้องพัฒนาระบบบริการประชาชน ระบบงานภายใน และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลของตนเอง

ด้วยเหตุนี้ มาตรฐานจึงทำหน้าที่เป็น “ไม้บรรทัด” เพื่อให้มั่นใจว่าระบบที่แต่ละหน่วยงานพัฒนาขึ้นมีคุณภาพและสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบนิเวศของรัฐบาลดิจิทัลได้อย่างไร้รอยต่อ ทั้งในด้านความมั่นคงปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และความสามารถในการทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะบริการที่ต้องมีการส่งต่อข้อมูลหรือกระบวนการระหว่างหลายหน่วยงาน ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยมาตรฐานเดียวกันเพื่อให้การดำเนินงานต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ มาตรฐานยังช่วยกำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจนสำหรับการพัฒนาบริการดิจิทัลที่มีคุณภาพ เช่น การนิยามว่าบริการที่ “สะดวก” ควรมีลักษณะอย่างไร ไม่ใช่เพียงการมีแบบฟอร์มออนไลน์ แต่ต้องสามารถลดภาระของประชาชนได้จริง เช่น การดึงข้อมูลที่ภาครัฐมีอยู่แล้วมาใช้โดยอัตโนมัติ การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่อลดการขอเอกสารซ้ำซ้อน และการให้ประชาชนกรอกข้อมูลเท่าที่จำเป็น ดังนั้น ไม่ว่าระบบจะได้รับการพัฒนาโดย สพร. หรือโดยหน่วยงานของรัฐเอง การมีมาตรฐานร่วมจะช่วยให้ทุกระบบดำเนินงานบนหลักเกณฑ์เดียวกัน สามารถเชื่อมโยงข้อมูลและบริการระหว่างหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งสร้างบริการดิจิทัลที่สะดวก ปลอดภัย น่าเชื่อถือ และตอบสนองเป้าหมายของการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน

คำถามที่ 2.   ในอีก 1–3 ปีข้างหน้า หน่วยงานภาครัฐควรมีการเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐาน ที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัล จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงองค์กรอย่างไร?คำตอบ สำหรับประเด็นที่มักถูกพูดถึงว่า หน่วยงานราชการทำงานแบบแยกส่วน (Silo) ไม่ประสานงานกันนั้น แท้จริงแล้วการมีหน่วยงานที่มีภารกิจและความเชี่ยวชาญต่างกันเป็นเรื่องปกติ แต่การพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ต้องทำให้ระบบและข้อมูลของหน่วยงานเหล่านั้นสามารถเชื่อมโยงและทำงานร่วมกันได้ ภายใต้มาตรฐาน และการกำกับดูแลร่วมกัน เหมือนการใช้งานคอมพิวเตอร์ในชีวิตประจำวัน อุปกรณ์แต่ละชิ้น แม้จะผลิตจากคนละผู้ผลิตหรือมีหน้าที่แตกต่างกัน แต่ก็สามารถทำงานร่วมกันได้ สิ่งสำคัญไม่ใช่การที่ทุกอุปกรณ์ต้องเป็นยี่ห้อเดียวกัน แต่คือการรองรับมาตรฐานเดียวกันในการเชื่อมต่อและสื่อสาร ซึ่งในการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล เป้าหมายจึงไม่ใช่การทำให้ทุกหน่วยงานใช้ระบบเดียวกันหรือดำเนินงานเหมือนกันทั้งหมด แต่เป็นการส่งเสริมให้แต่ละหน่วยงานสามารถพัฒนาระบบและดำเนินงานตามความเชี่ยวชาญของตนได้อย่างเต็มศักยภาพ ขณะเดียวกันก็ต้องสามารถเชื่อมโยงข้อมูลและบริการกับหน่วยงานอื่นได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ บทบาทสำคัญของ สพร. คือการกำหนดมาตรฐานกลางเพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ มีจุดกึ่งกลางสำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการเชื่อมโยงระบบสารสนเทศ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบข้อมูล วิธีการสื่อสาร หรือมาตรฐานการเชื่อมต่อ ทำให้แม้แต่ละหน่วยงานจะใช้ระบบที่พัฒนาขึ้นแตกต่างกัน ก็ยังสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการให้บริการของกรมที่ดิน ซึ่งในอดีตประชาชนต้องจัดเตรียมสำเนาเอกสารจากหลายหน่วยงานมายื่นด้วยตนเอง ก่อให้เกิดภาระแก่ประชาชน ภายใต้แนวคิดรัฐบาลดิจิทัลจึงต้องมีการกำหนดมาตรฐานการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานเจ้าของข้อมูล เช่น กรมการปกครอง และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้โดยอัตโนมัติ

อย่างไรก็ตาม หากแต่ละหน่วยงานกำหนดรูปแบบข้อมูลของตนเอง ย่อมนำไปสู่ความซับซ้อน เพิ่มต้นทุนระบบ และอาจเกิดข้อผิดพลาดในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ดังนั้น การจัดทำมาตรฐานดิจิทัลกลางจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดรูปแบบและโครงสร้างข้อมูลให้เป็นแนวทางเดียวกัน เพื่อให้ทุกหน่วยงานสามารถสื่อสารด้วยภาษาเดียวกัน ลดภาระการแปลงข้อมูล และสนับสนุนให้ระบบบริการภาครัฐทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คำถามที่ 3 การนำเทคโนโลยีอุบัติใหม่ (Emerging Technologies) เช่น AI, Cloud หรือ Blockchain มาใช้ในภาครัฐ จำเป็นต้องมีมาตรฐานรองรับ อยากเรียนถามว่าเรามี หลักการในการออกแบบมาตรฐานดิจิทัลอย่างไร ให้มีความยืดหยุ่นเปิดรับนวัตกรรมใหม่ ๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity) และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้อย่างเข้มงวด

คำตอบ เทคโนโลยีดิจิทัลในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ (AI) คลาวด์ (Cloud) หรือบล็อกเชน (Blockchain) ล้วนมีศักยภาพในการยกระดับการทำงานของภาครัฐ ทั้งในด้านการให้บริการประชาชนและการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานภายในองค์กร จึงกล่าวได้ว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าหน่วยงานภาครัฐของไทยไม่ได้ปฏิเสธหรือเพิกเฉยต่อเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในทางตรงกันข้าม หลายหน่วยงานได้นำเทคโนโลยีมาใช้ในการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ AI ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เข้าถึงได้ง่าย บุคลากรสามารถทดลองใช้งานผ่านบริการต่าง ๆ ได้ทันที ขณะที่เทคโนโลยีคลาวด์ก็ถูกนำมาใช้งานในภาครัฐมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าจะใช้เทคโนโลยีหรือไม่ แต่คือ จะใช้อย่างไรให้เหมาะสม การนำเทคโนโลยีมาใช้จำเป็นต้องมีแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) เพื่อให้เกิดความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล สอดคล้องกับกฎหมาย และเป็นไปตามมาตรฐานหรือแนวทางของประเทศไทย

เมื่อมีเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้น สิ่งแรกที่หน่วยงานภาครัฐควรพิจารณาไม่ใช่ตัวเทคโนโลยี แต่คือ “ข้อมูล” เพราะภารกิจหลักของภาครัฐเกี่ยวข้องกับการจัดเก็บ ใช้ และให้บริการข้อมูลของประชาชน รวมถึงข้อมูลที่ใช้ในการดำเนินภารกิจของหน่วยงาน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกจัดเก็บ ประมวลผล ส่งต่อ หรือแลกเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น AI, Cloud หรือ Blockchain ดังนั้น ก่อนนำข้อมูลเข้าสู่เทคโนโลยีใด ๆ หน่วยงานจำเป็นต้องเข้าใจลักษณะและระดับความสำคัญของข้อมูลที่ตนเองครอบครองเสียก่อน หากเป็นข้อมูลด้านความมั่นคงของรัฐ ข้อมูลลับ หรือข้อมูลที่มีความอ่อนไหวสูง จำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ และต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าเทคโนโลยีนั้นเหมาะสมกับข้อมูลประเภทดังกล่าวหรือไม่ หากหน่วยงานยังไม่มีความเข้าใจหรือยังไม่มั่นใจในเทคโนโลยี ก็ควรชะลอการใช้งานไว้ก่อน

ข้อมูลที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น ข้อมูลเปิด (Open Data) และข้อมูลการดำเนินงานภายในองค์กร เหมาะสำหรับการนำมาทดลองใช้กับเทคโนโลยีใหม่เพื่อศึกษานวัตกรรม โดยดำเนินการภายใต้การควบคุมที่เหมาะสม การนำข้อมูลไปใช้กับเทคโนโลยีใหม่ควรพิจารณาตามระดับความเสี่ยง วัตถุประสงค์ และฐานกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลที่มีความอ่อนไหว อาจนำมา ใช้ได้เมื่อมีความจำเป็นและมีมาตรการคุ้มครองที่เหมาะสม ทั้งด้านการกำหนดสิทธิการเข้าถึง ความมั่นคงปลอดภัย การตรวจสอบ และการคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูล

ในระยะเริ่มต้นที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หน่วยงานกำกับดูแลจึงมักเผยแพร่แนวปฏิบัติ (Best Practice) หรือจัดทำ Regulatory Sandbox เพื่อเปิดโอกาสให้ทดลองใช้ในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมความเสี่ยงได้ ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันก่อนนำผลไปพัฒนาเป็นมาตรฐานกลางต่อไป ท้ายที่สุด การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ในภาครัฐต้องดำเนินควบคู่กับการบริหารความเสี่ยง การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล และการปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐและสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนอย่างยั่งยืน

คำถามที่ 4 มองไปในอนาคตอีก 3-5 ปีข้างหน้า ท่านวางเป้าหมายสูงสุดของการพัฒนามาตรฐานดิจิทัลภาครัฐไว้อย่างไร และมีแง่คิดสำคัญใดที่อยากฝากถึงบุคลากรภาครัฐและพันธมิตรภาคเอกชน ในการร่วมมือกันขับเคลื่อนระบบนิเวศดิจิทัลของประเทศให้ยั่งยืน

คำตอบ  แม้ว่าภาครัฐของไทยจะมีการพัฒนาระบบดิจิทัลและนำเทคโนโลยีมาใช้ในการให้บริการอย่างต่อเนื่อง แต่ในมุมมองของประชาชนจำนวนไม่น้อย ยังคงรู้สึกว่าการให้บริการของภาครัฐมีความล่าช้าและไม่คล่องตัวเมื่อเทียบกับภาคเอกชน โดยเฉพาะในยุคที่ภาคเอกชนสามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ยกระดับการให้บริการผ่านช่องทางออนไลน์ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น เป้าหมายสำคัญประการแรกของการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล คือการยกระดับการให้บริการของภาครัฐให้มีมาตรฐานใกล้เคียงกับภาคเอกชน ทั้งในด้านความสะดวก ความรวดเร็ว ความน่าเชื่อถือ และประสบการณ์ของผู้ใช้บริการ ประชาชนควรสามารถติดต่อหน่วยงานของรัฐผ่านช่องทางออนไลน์ได้โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปยังสำนักงาน ไม่ต้องกรอกเอกสารกระดาษ หรือยื่นสำเนาเอกสารและลงลายมือชื่อในทุกขั้นตอน หากบริการต่าง ๆ สามารถดำเนินการผ่านระบบดิจิทัลได้อย่างครบวงจร ก็จะช่วยลดภาระของประชาชนและเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการของภาครัฐอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม การพัฒนารัฐบาลดิจิทัลไม่ควรหยุดอยู่เพียงการทำให้บริการภาครัฐมีคุณภาพเทียบเท่าภาคเอกชนเท่านั้น เป้าหมายในระยะต่อไปคือการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นกลไกในการยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ของประเทศ โดยลดข้อจำกัดจากการทำงานแบบแยกส่วนระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคส่วนอื่น ๆ ของสังคม

ในอนาคต ภาครัฐอาจพัฒนากลไกให้การใช้ประโยชน์จากข้อมูลข้ามภาคส่วน เกิดขึ้นได้ เมื่อมีความจำเป็นและเป็นไปตามกฎหมาย โดยกำหนดวัตถุประสงค์ ขอบเขตการใช้ข้อมูล และมาตรการกำกับ ดูแลที่ชัดเจน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนโดยไม่กระทบ ต่อความเป็นส่วนตัวและความเชื่อมั่น

จากวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล เราได้เห็นอีกหนึ่งมุมมองที่น่าสนใจ นั่นคือแนวคิดของ “ไม้บรรทัด” ซึ่งเปรียบเสมือนกรอบสำหรับกำหนดทิศทางนโยบายและสร้างมาตรฐานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้การพัฒนารัฐบาลดิจิทัลเป็นไปในทิศทางเดียวกัน อย่างไรก็ตาม การกำหนดมาตรฐานเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ สิ่งสำคัญคือการทำให้มาตรฐานเหล่านั้นสามารถนำไปใช้ได้จริง เกิดผลในทางปฏิบัติ และสร้างประโยชน์ให้แก่หน่วยงานภาครัฐและประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

ติดตามบทสัมภาษณ์ในประเด็น “การขับเคลื่อนมาตรฐานดิจิทัลภาครัฐสู่การปฏิบัติ” เพื่อร่วมสำรวจว่า หน่วยงานภาครัฐจะสามารถนำมาตรฐานดิจิทัลไปประยุกต์ใช้และยกระดับการให้บริการประชาชนได้อย่างไร

 ติดตามบทสัมภาษณ์ฉบับต่อไป เกี่ยวกับการตอบสนองนโยบายได้เร็ว ๆ นี้

เรียบเรียงโดย

ฝ่ายมาตรฐานดิจิทัลภาครัฐ

สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน)