ในบทความการสัมภาษณ์ผู้บริหารที่ผ่านมา เราได้เห็นวิสัยทัศน์ในเรื่องของการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัลในแง่มุมที่เป็น ไม้บรรทัด สำหรับเหตุของการกำหนดนโยบายและการสร้างมาตรฐานเดียวกันของหน่วยงานรัฐได้อย่างชัดเจน แน่นอนว่า เมื่อมีนโยบายในการจัดทำมาตรฐานแล้วสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือการทำให้มาตรฐานเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำได้ จับต้องได้จริง มาดูบทสัมภาษณ์กันต่อว่า มีอะไรที่หน่วยงานรัฐอย่างเราตอบสนองต่อมาตรฐานดิจิทัลกันได้บ้าง กับท่านต่อไปที่มาให้แนวทางกับเราได้คือ ดร.อุรัชฎา เกตุพรหม ผู้อำนวยการฝ่ายมาตรฐานดิจิทัลภาครัฐ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน)
คำถามที่ 1 ช่วยเล่าถึงทิศทางของการพัฒนามาตรฐานเพื่อรองรับเทคโนโลยีดิจิทัลที่จะเข้ามา เปลี่ยนแปลงภาครัฐ
คำตอบ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ สพร. มีการศึกษาเทคโนโลยี ทั้งในทางสากลและประเทศไทย เพื่อนำเอามาประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับบริบทการทำงานของประเทศไทย ซึ่งมีการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ เป็นหน่วยงานที่มีส่วนร่วมในการทำงาน โดยสิ่งสำคัญในการดำเนินการ เรื่องมาตรฐาน จะไม่ใช่การนำมาตรฐานทั้งหมดของต่างประเทศมาใช้กับประเทศไทยได้เลย อาจจะต้องดู ให้เหมาะสมกับยุคสมัยตามบริบทของแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัล 5 ปีที่เพิ่งประกาศไป และแผนยุทธศาสตร์ ชาติที่ผ่านมาจะมีเทคโนโลยีที่เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือที่เราเรียกว่า AI เทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติ้งที่หน่วยงานภาครัฐจะต้องมีการปรับตัวตามนโยบาย National Cloud จนกระทั่งการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญ
คำถามที่ 2 ในอีก 1–3 ปีข้างหน้าหน่วยงานภาครัฐควรมีการเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐานที่เกี่ยวกับ เทคโนโลยีดิจิทัล จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงองค์กรอย่างไร
คำตอบ ในเรื่องของเทคโนโลยี มักมาพร้อมกับงบประมาณที่เกี่ยวข้อง ความเข้าใจของข้าราชการและพนักงานของรัฐที่จะต้องปรับตัวให้เท่าทันกับเทคโนโลยี จะต้องเริ่มต้นกับการให้ความรู้ และการสร้างความตระหนักรู้ให้เจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ของภาครัฐที่สามารถนําเทคโนโลยีใหม่ ๆ ไปใช้ในงานที่ทําในชีวิตประจําวันได้ แน่นอนว่าเทคโนโลยีเหล่านี้ก็จะต้องมากับงบประมาณที่เพิ่มขึ้น ซึ่งบางส่วน ก็อยู่ในช่วงปรับตัวเหมือนกัน แนวโน้มที่จะต้องรองรับว่า ในการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาทำให้เกิดบริการดิจิทัลขึ้น สิ่งใดที่ประเทศไทยควรจะทําก่อน หรือทําหลัง ภาครัฐที่ดำเนินการมีเทคโนโลยีใดบ้างเข้ามาช่วยในการทำงานหรือลดงบประมาณได้ ก็จะเป็นเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้ก่อน เพราะฉะนั้นหากเป็นเรื่องของ คลาวด์จะเห็นว่าประเทศไทยให้ความสําคัญเป็นอันดับแรก และในส่วนของฝ่ายมาตรฐานดิจิทัลภาครัฐ ทางสพร.ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลให้ดําเนินการศึกษาและจัดทํามาตรฐานขึ้น ซึ่งจะขยายผลไปยัง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อให้การทํางานในส่วนของภาครัฐสามารถทำได้รวดเร็วขึ้น ลดขั้นตอนการทำงาน เพื่อเพิ่มความสะดวกให้ประชาชนได้ การดำเนินการดังกล่าวจะต้องวางแผนไปด้วยกัน แต่ทั้งหมดนี้ต้องเริ่มจากโครงสร้างพื้นฐานและมุ่งเน้นประชาชนเป็นที่ตั้ง ในการเขียนมาตรฐาน อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างต้องเริ่มจากโครงสร้างพื้นฐานและยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง สพร. มุ่งเน้นการขยายผลไปที่มาตรฐานการให้บริการทางดิจิทัล (Digital Services Standard) โดยเมื่อมีระบบบนคลาวด์แล้ว แอปพลิเคชันก็ต้องมีความมั่นคงปลอดภัย มีเกณฑ์มาตรฐานเดียวกันในการพัฒนาบริการ เพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและสร้างความมั่นใจให้ประชาชนในการใช้งานระบบภาครัฐอย่างเต็มที่
คำถามที่ 3. หากฝากข้อคิดถึงผู้บริหารด้านดิจิทัลทั่วประเทศ และข้อคิดถึงเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ท่านอยากฝากอะไรถึงเจ้าหน้าที่รัฐ
คำตอบ การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั่วโลกมันไม่ได้เปลี่ยนเฉพาะของรัฐหรือเอกชนหรือของประชาชน เราคงจะต้องใช้คำว่า “รู้เท่าทันเทคโนโลยี” และหากใครที่นำเอาเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงานได้ ก็จะทำให้สามารถทำงานได้รวดเร็วขึ้น การที่กลัวว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะมาแย่งงานคน เป็นความเข้าใจผิด ซึ่งเราต้องอยู่ร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ได้ เหมือนนำมาใช้เป็นเพื่อนคู่คิดในชีวิตประจำวัน ที่ผ่านมาหน่วยงานภาครัฐจะถูกประชาชนตำหนิเรื่องข้อมูล ประชาชนไม่อาจเข้าถึง ฉะนั้นสิ่งที่มาตรฐานต้องดำเนินการคือเน้นเรื่องความโปร่งใสของภาครัฐ การเปิดเผยและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานในการทำงานร่วมกัน ซึ่งภายในสพร.เอง ทางฝ่ายมาตรฐานดิจิทัลภาครัฐจะร่วมกับฝ่ายขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลดิจิทัล ที่ทำเรื่องข้อมูลเปิดภาครัฐ ให้หน่วยงานของรัฐนำเอาข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาเปิดเผย และต้องเป็นข้อมูลที่อยู่ในรูปแบบ Machine Readable หรือข้อมูลที่สามารถนำไปใช้งานต่อได้ทันที ควรต้องเป็นข้อมูลดิจิทัล ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 เมื่อมีการจัดอันดับความสามารถในการเป็นรัฐบาลดิจิทัลเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในแต่ละปีอันดับของประเทศไทยมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ซึ่งการเข้าถึงข้อมูลได้ถือเป็นหนึ่งในความสามารถการเป็นรัฐบาลดิจิทัลด้วย เมื่อมีการเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น มีมาตรฐานในการเปิดเผยข้อมูลจะทำให้ทุกคนเข้าใจ แล้วก็ใช้เทคโนโลยีเป็น ตอบโจทย์ของประเทศไทยได้
คำถามที่ 4. ในฐานะที่สพร. เป็นผู้พัฒนามาตรฐานดิจิทัลภาครัฐของประเทศ มีทิศทางในการขับเคลื่อน หรือส่งเสริมการใช้งานมาตรฐานอย่างไร
คำตอบ ทิศทางในการขับเคลื่อนเริ่มจากการที่สพร.ดำเนินการเป็นไปตามแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ซึ่งอยากให้หน่วยงานรัฐได้ดำเนินการ หากศึกษาแล้วจะพบว่ามีมาตรา 12 ที่หน่วยงานรัฐควรจัดให้มีระบบต่าง ๆ เช่น ระบบพิสูจน์ยืนยันตัวตน ระบบการรับและจ่ายเงินด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ระบบที่นําข้อมูลเปิดภาครัฐมาใช้งาน การเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูล (https://data.go.th) ซึ่งทั้งหมด สพร.จัดหมวดหมู่เป็นมาตรฐานทั้งหมด 4 ด้าน โดยทิศทางที่มีการกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการบริหารงาน และการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล พ.ศ.2562 ในส่วนของการพัฒนาให้หน่วยงานรัฐปรับปรุงกระบวนการทางดิจิทัล ซึ่งตามมาตรา 12 มาตรา 9 มาตรา 10 ที่เกี่ยวกับการให้เปิดเผยข้อมูลเป็นข้อมูลเปิดสาธารณะ ส่วนมาตรา 15 มาตรา 8 ที่เกี่ยวข้องกับการให้หน่วยงานต่าง ๆ มาเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน
หน่วยงานรัฐส่วนใหญ่มีความพร้อม ในทิศทางถัดไป จะเริ่มมีการบังคับใช้ให้มากขึ้น การปรับปรุงกระบวนการการเปิดเผยข้อมูลการนําข้อมูลมาใช้งาน รวมถึงการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลเอามาใช้จริงกับตัวแอปพลิเคชัน หรือเว็บเซอร์วิสที่หน่วยงานรัฐให้บริการประชาชนอยู่ ซึ่งทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นด้วย โดยทีมกำกับดูแล จะจัดทำหลักเกณฑ์การตรวจประเมินมีหลักเกณฑ์ที่อยากให้หน่วยงานรัฐ ดําเนินงานตาม มาตรฐานการให้บริการดิจิทัล ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัล โดยในช่วง 3-5 ปีแรก ให้หน่วยงานรัฐประเมินตนเอง (Self-Assessment) ก่อน ซึ่งเมื่อทำได้หน่วยงานรัฐก็จะมีความพร้อมที่จะเข้าสู่การที่มีการบังคับใช้ ในอนาคตก็จะมีการขยายผลไปจนกระทั่งมีการบังคับใช้จากคณะกรรมการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล และแน่นอนว่า สพร. ไม่สามารถทำงานเพียงหน่วยงานเดียวไม่ได้ จะต้องมีหน่วยงานที่เข้ามาช่วยดำเนินการ หรือหน่วยงานที่จัดทำตามมาตรฐานที่เป็นต้นแบบหรือหน่วยงานนําร่องผ่านคณะทำงาน และคณะกรรมการที่มีองค์ประกอบจากภาครัฐ ภาคเอกชน และนักวิชาการมาทํางานร่วมกัน
ทั้งนี้ในทุกปีช่วงเดือนกันยายน ของทุกปี สพร. จะจัดงานที่ชื่อว่า Annual Standard Meeting เพื่อส่งเสริมให้หน่วยงานรัฐต่างๆ มีความเข้าใจ และตระหนักรู้ว่า สพร. จัดทำมาตรฐานดิจิทัลอะไรที่มีการประกาศใช้แล้วบ้าง ในปีที่ผ่านมา ปัจจุบัน สพร. มีมาตรฐานออกมาแล้วทั้งหมด 55 ฉบับ โดยมาตรฐานทั้งหมดไม่ใช่การเน้นปริมาณ แต่เป็นการจัดทำเพื่อให้ทันต่อยุคต่อสมัย เมื่อมีการประกาศมาตรฐานดิจิทัลครบทุก 3 ปี เพื่อปรับปรุงหรือยกเลิก ให้เหมาะสมกับเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องต่อไป
คำถามที่ 5 ในมุมมองผู้อำนวยการฝ่ายมาตรฐานดิจิทัลภาครัฐ สพร. ซึ่งมีประสบการณ์ในการพัฒนา มาตรฐานดิจิทัลภาครัฐมาแล้วหลายฉบับ อยากให้ช่วยแนะนำว่า ปัจจุบันมีหน่วยงานภาครัฐใดบ้าง ที่มีศักยภาพหรือมีความกระตือรือร้น (Active) ในการขับเคลื่อนและนำมาตรฐานดิจิทัลไปประยุกต์ใช้จริง แม้ว่าหน่วยงานภาครัฐจะมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานที่กำหนดอยู่แล้ว แต่อาจมีบางหน่วยงานที่มีความสนใจและมีความพร้อมในการขับเคลื่อนมาตรฐานในเชิงรุกมากกว่าหน่วยงานทั่วไป ซึ่งถือได้ว่าเป็นหน่วยงานต้นแบบ (Best Practice) มีศักยภาพในด้านการนำมาตรฐานดิจิทัล มาใช้งาน
คำตอบ สำหรับมาตรฐานตัวอย่างที่ชัดเจน คือ Digital Service Standard แม้ปัจจุบันจะเป็นเพียงข้อเสนอแนะ แต่มีหน่วยงานนำร่องที่ให้ความสนใจและเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจประเมินแบบ Self-Assessment เพื่อร่วมกันศึกษาแนวทางการนำมาตรฐานไปประยุกต์ใช้จริง ได้แก่ กรมสรรพากร กรมศุลกากร และ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) ในส่วนของแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” เพื่อพัฒนาเป็นต้นแบบ (Best Practice) สำหรับหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ตามบริบทของตนเองได้
ในส่วนของการขับเคลื่อนให้หน่วยงานภาครัฐดำเนินการตามกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ การดำเนินงานภายใต้ พระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2565 ซึ่งมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันขับเคลื่อน เช่น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยมีแนวทางสำคัญ เช่น การส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐมีอีเมลและเว็บไซต์ภายใต้ชื่อโดเมนของหน่วยงานอย่างเป็นทางการ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและลดความเสี่ยงจากการหลอกลวงหรือการแอบอ้าง ซึ่งแนวทางดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับมาตรฐานด้าน Digital Service Standard หรือ มสพร. 6 ว่าด้วยแนวปฏิบัติกระบวนการทางดิจิทัลภาครัฐ รวมถึงการผลักดันให้หน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีการขึ้นทะเบียนและพัฒนาระบบบริการดิจิทัลให้ครอบคลุมมากที่สุด ปัจจุบันการดำเนินงานมีความก้าวหน้า และมีหน่วยงานเข้าร่วมแล้วมากกว่าร้อยละ 90
โดยภาพรวม สามารถแบ่งแนวทางการขับเคลื่อนออกเป็น 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
- การดำเนินการตามกฎหมายและมาตรฐานด้านรัฐบาลดิจิทัล ซึ่งจะนำไปสู่การกำกับดูแลและการยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐให้มีความชัดเจนและเข้มแข็งมากขึ้นในอนาคต
- การดำเนินการตามพระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน และส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น สามารถปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานและการให้บริการไปสู่การเป็น รัฐบาลดิจิทัลอย่างเป็นระบบและเป็นมาตรฐานเดียวกัน
ทั้งนี้ ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการสร้างมาตรฐานเดียวกันและยกระดับการให้บริการประชาชนให้มีประสิทธิภาพ สะดวก และน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น
จากการสัมภาษณ์ดังกล่าว เราได้ทราบการตอบสนองต่อนโยบาย และ ดำเนินการขับเคลื่อนมาตรฐานดิจิทัลภาครัฐ เพื่อช่วยให้การพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของประเทศมีระดับที่ดีขึ้น ทั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่ให้อันดับของประเทศไทยในการเป็นรัฐบาลดิจิทัลดีขึ้นเท่านั้น แต่หมายถึงการให้บริการประชาชนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐที่สะดวกขึ้น ปลอดภัย และภาครัฐใกล้ชิดประชาชนได้อย่างดีขึ้นตาม “ไม้บรรทัด” อย่างที่ควรจะเป็นอีกด้วย ความสำเร็จที่แท้จริงจึงไม่ได้วัดกันเพียงแค่ตัวเลขบนรายงานหรือดรรชนีชี้วัดจากต่างประเทศ แต่คือการที่ประชาชนทุกคนสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง ผ่านระบบบริการดิจิทัลที่เข้าถึงง่าย ไร้รอยต่อ และลดขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อน มุ่งสู่การเป็นภาครัฐที่ทันสมัย โปร่งใส และพร้อมก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงร่วมกับประชาชนในทุกมิติ
เรียบเรียงโดย
ฝ่ายมาตรฐานดิจิทัลภาครัฐ
สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน)