ความท้าทายใหม่บนรอยต่อแห่งการเปลี่ยนผ่านภาครัฐ
ในอดีต ภาพจำของระบบราชการไทยผูกติดอยู่กับกองแฟ้มเอกสารที่หนาทึบและการเดินทางมาปฏิสัมพันธ์หน้าเคาน์เตอร์บริการเพื่อสร้างความอุ่นใจระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน ทว่าในโลกยุคดิจิทัล ความต้องการของภาคประชาชนได้แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงแค่พบหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อความรู้สึกมั่นใจอีกต่อไป แต่สิ่งที่พวกเขามุ่งหวังคือ บริการภาครัฐที่มีความสะดวกรวดเร็ว ควบคู่ไปกับมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูงและความโปร่งใสในระดับที่ตรวจสอบได้โดยไม่ต้องร้องขอ
ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนรอยต่อเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ จากยุคที่การให้บริการขับเคลื่อนด้วยดุลยพินิจของบุคคล ไปสู่ยุคที่โครงสร้างพื้นฐานถูกวางรากฐานด้วยข้อมูล (Data) และอัตลักษณ์ดิจิทัล (Digital Identity) การเปลี่ยนผ่านในครั้งนี้มิใช่การลดทอนบทบาทหรือคุณค่าของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่เป็นการส่งมอบ “เกราะป้องกัน” และ “เครื่องมืออันทรงพลัง”
จากผลการสำรวจระดับความพร้อมรัฐบาลดิจิทัลของหน่วยงานภาครัฐ พบว่าหน่วยงานระดับกรมหรือเทียบเท่าที่มีภารกิจหลักด้านการให้บริการ ได้มีการจัดทำแผนปฏิบัติการที่สอดคล้องกับแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของประเทศไทย พ.ศ. 2566 – 2570 โดยเฉพาะในประเด็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบบริการภาครัฐให้ปลอดภัยจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ ซึ่งประสบความสำเร็จสูงถึงร้อยละ 78.42 จากทั้งหมด 109 หน่วยงาน สะท้อนให้เห็นว่าภาคส่วนราชการให้ความสำคัญกับประเด็นนี้อย่างยิ่งยวด การขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัลที่ยั่งยืนจึงมิได้วัดกันที่ความล้ำสมัยของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ “ความไว้วางใจ” (Trust) “ความมั่นคงปลอดภัย” (Security) และ “ความโปร่งใส” (Transparency) ที่ประชาชนมีต่อระบบนิเวศการบริการของรัฐ
4 กุญแจสำคัญสู่การสร้างรัฐบาลดิจิทัลที่เชื่อถือได้
การที่จะยกระดับบริการภาครัฐไทยให้ก้าวไปสู่ระบบนิเวศแห่งความน่าเชื่อถือที่ตรวจสอบได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยกลไกหลัก 4 ประการในการขับเคลื่อนหน้างานจริงอย่างเป็นระบบ ดังนี้
1. จากแอปพลิเคชันสู่โครงสร้างพื้นฐานแห่งความน่าเชื่อถือ (Digital ID Adoption)
การก้าวข้ามระบบราชการแบบดั้งเดิมไม่ใช่เพียงการรณรงค์ให้ประชาชนดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน เช่น ThaID หรือระบบของ NDID (National Digital ID) เท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือการที่หน่วยงานภาครัฐต้องปฏิวัติกระบวนการปฏิบัติงาน ณ จุดบริการ (Counter Services) โดยเปลี่ยนบทบาทจากผู้เรียกตรวจและถ่ายสำเนาเอกสารกระดาษ มาเป็นผู้ใช้งานระบบนิเวศดิจิทัลร่วมกันอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งการปรับใช้ (Adoption) ประกอบด้วย 3 ขั้นตอนเชิงปฏิบัติ
- ลดการเก็บกระดาษ ณ จุดบริการ เจ้าหน้าที่ต้องยกเลิกการเรียกขอสำเนาเอกสาร โดยเปลี่ยนมาใช้เครื่องอ่านบัตรหรือระบบโปรแกรมหลังบ้านที่ดึงข้อมูลภาพและข้อมูลพื้นฐานโดยตรงจากฐานข้อมูลกลางของกรมการปกครอง ซึ่งเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย
- การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน (Cross-Platform Integration) ยกตัวอย่างเช่น เมื่อประชาชนติดต่อขอรับสวัสดิการที่กรมบัญชีกลาง ระบบหลังบ้านจะส่งคำขอยืนยันตัวตนข้ามไปตรวจสอบกับกรมการปกครองในเสี้ยววินาทีผ่านท่อส่งข้อมูลที่เข้ารหัสลับ (Encryption) ช่วยลดภาระประชาชนไม่ต้องเดินสายขอเอกสารข้ามหน่วยงาน
- เปลี่ยนสายตาเป็นการตรวจสอบระบบ ปรับเปลี่ยนจากการใช้ดุลยพินิจทางสายตาของเจ้าหน้าที่ในการตรวจดูบัตรประชาชน ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการสวมสิทธิ์และข้อผิดพลาด ไปสู่การให้ระบบโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่มีความมั่นคงปลอดภัยสูงทำหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องทางดิจิทัลโดยอัตโนมัติ
เทคโนโลยีชีวมิติ (Biometrics) และเทคโนโลยีการเข้ารหัสลับ (Cryptography) ที่ฝังอยู่ใน Digital ID จะเข้ามาแทนที่การตรวจสอบด้วยตาเปล่า ช่วยลดขั้นตอนการถ่ายสำเนา และเปลี่ยนเป็นการตรวจสอบผ่านแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือโดยตรงตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติการบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล พ.ศ. 2562
2. ยกระดับการเปิดเผยข้อมูลเป็นเครื่องพิสูจน์ความโปร่งใส (Transparency as a Service)
ความโปร่งใส (Transparency) มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องยุ่งยากหรือเพิ่มความเสี่ยงในการถูกฟ้องร้องแก่เจ้าหน้าที่รัฐ ทว่าในความเป็นจริง โดยเฉพาะในมุมมองของประชาชนรุ่นใหม่ ความโปร่งใสคือหลักฐานแสดงความบริสุทธิ์ใจที่ดีที่สุด การเปลี่ยนความโปร่งใสให้เป็นบริการภาครัฐสามารถทำได้ผ่านกลไกต่อไปนี้
- Open Government Data และระบบ Audit Trail การนำระบบข้อมูลเปิด (Open Data) เข้ามาใช้ในกระบวนการสำคัญ เช่น การจัดซื้อจัดจ้างหรือการอนุมัติอนุญาต จะช่วยขจัดปัญหาการใช้เส้นสายหรือการใช้ดุลยพินิจที่ไม่เป็นธรรม เนื่องด้วยระบบคอมพิวเตอร์จะถูกออกแบบให้บันทึกทุกขั้นตอนการทำงาน (Audit Trail) โดยอัตโนมัติ เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอย่างตรงไปตรงมาจึงไม่มีความเสี่ยงที่จะถูกกล่าวหาทางทุจริตย้อนหลัง เพราะระบบได้บันทึกความถูกต้องในทุกย่างก้าวไว้เป็นหลักฐานเรียบร้อยแล้ว
- กรณีศึกษา เว็บไซต์ “ภาษีไปไหน” (GovSpending) เป็นตัวอย่างความสำเร็จของการนำชุดข้อมูลที่ซับซ้อนมานำเสนอในรูปแบบภาพ (Data Visualization) เพื่ออธิบายการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินให้ประชาชนเข้าใจได้ง่าย กลไกนี้ไม่เพียงช่วยลดภาระของเจ้าหน้าที่ในการตอบคำถามรายวัน แต่ยังเป็นการเปลี่ยนบทบาทของภาคประชาชนให้มาเป็นแนวร่วมในการตรวจสอบความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณร่วมกัน
3. กรอบธรรมาภิบาลข้อมูลและกฎหมายเพื่อการคุ้มครองสิทธิ (Governance Framework)
การขับเคลื่อนนวัตกรรมดิจิทัลภาครัฐจำเป็นต้องดำเนินการบนรากฐานของกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยมีกฎหมายสำคัญสองฉบับเป็นกลไกควบคุมดูแล คือ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) และพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562
เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มิใช่เพียงแค่มาตรการห้ามบันทึกภาพทั่วไป แต่เป็นเรื่องของการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมือง ในฐานะบุคลากรและผู้บริหารภาครัฐ การมีความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในสองหลักการสำคัญคือ หลักการเก็บรวบรวมข้อมูลเท่าที่จำเป็น (Data Minimization) และหลักการใช้ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งไว้ (Purpose Limitation) ซึ่งในมิติของการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ภาครัฐสามารถก้าวไปอีกขั้นด้วยการประยุกต์ใช้มาตรฐาน ISO/IEC 27701 (ระบบการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล) เพื่อแปรเปลี่ยนหลักการทางกฎหมาย เช่น การเก็บข้อมูลเท่าที่จำเป็น ให้กลายเป็นขั้นตอนและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนในระดับสากล ช่วยลดความเสี่ยงจากการใช้ข้อมูลผิดวัตถุประสงค์และสร้างความอุ่นใจสูงสุดให้กับประชาชน
4. การปรับใช้ระบบความปลอดภัยเชิงรุกในงานประจำวัน (Adopting Proactive Security)
การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์จะประสบความสำเร็จไม่ได้ หากหน่วยงานมองว่าเป็นเพียงหน้าที่ของฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ในการติดตั้งระบบไฟร์วอลล์ (Firewall) หรือซอฟต์แวร์ป้องกันเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือการสร้าง “วัฒนธรรมความปลอดภัยเชิงรุก” (Proactive Security Culture) ให้เกิดขึ้นในหมู่บุคลากรภาครัฐทุกคน ผ่านแนวคิดปฏิบัติ 2 ประการ:
- การปรับวิธีคิดสู่ซีโร่ทรัสต์ (Zero Trust Mindset) เปลี่ยนจากอคติเดิมที่เชื่อว่า “การนั่งทำงานและเชื่อมต่อระบบอยู่ภายในวงเครือข่ายของสำนักงานจะมีความปลอดภัย” ไปสู่หลักการพื้นฐานที่ว่า “ไม่ไว้วางใจสิ่งใดและต้องตรวจสอบเสมอ” ในทางปฏิบัติ เจ้าหน้าที่ทุกคนต้องมีความคุ้นชินและปฏิบัติตามระบบการยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (Multi-factor Authentication: MFA) ทุกครั้งก่อนเข้าถึงระบบงาน ไม่ว่าจะปฏิบัติงานจากภายในหรือภายนอกองค์กรก็ตาม
- การบังคับใช้มาตรการเข้ารหัสข้อมูลเป็นมาตรฐาน (Data Encryption Policy) หน่วยงานต้องกำหนดให้ข้อมูลที่มีชั้นความลับหรือความสำคัญสูงถูกเข้ารหัสโดยอัตโนมัติ ทั้งในระหว่างการส่งผ่านเครือข่าย (Data in Transit) และในขณะที่จัดเก็บรักษาอยู่ในระบบฐานข้อมูล (Data at Rest) มาตรการนี้ช่วยการันตีว่า ต่อให้เกิดเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลออกไปภายนอก ผู้ที่ไม่มีสิทธิ์หรือไม่มีกุญแจถอดรหัสก็จะไม่สามารถนำชุดข้อมูลนั้นไปอ่านหรือใช้ประโยชน์ได้
สถาปัตยกรรม Zero Trust และมาตรการความปลอดภัยขั้นสูงนี้ ได้ถูกนำมาบูรณาการและปรับใช้จริงโดยสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร. หรือ DGA) ในแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ซึ่งเป็นพอร์ทัลกลางของประชาชน มีการควบคุมสิทธิ์ผ่านระบบ MFA และตรวจสอบการบุกรุกพร้อมเข้ารหัสข้อมูลทุกขั้นตอน เพื่อมุ่งสู่การสร้างความยั่งยืนทางไซเบอร์ (Cyber Resilience) ให้บริการของรัฐมีความปลอดภัยและพร้อมใช้งานตลอดเวลา
นอกเหนือจากการปรับวิธีคิดสู่ซีโร่ทรัสต์และการยืนยันตัวตน (MFA) แล้ว ภาครัฐต้องยกระดับด้วยมาตรฐาน ISO/IEC 27001 และ ISO/IEC 27002 ซึ่งเป็นระบบจัดการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ มาตรฐานนี้จะช่วยวางกรอบบริหารความเสี่ยงและอุดช่องโหว่ทางไซเบอร์ ทำให้แนวคิด Zero Trust ถูกนำมาปฏิบัติจริงในกระบวนการทำงานประจำวันอย่างมีโครงสร้างที่ชัดเจน
ข้อมูลเป็นศูนย์กลาง (Data-Centric) รากฐานของธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ
การขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัลไทยในยุคปัจจุบัน จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ไปสู่การมอง “ข้อมูลเป็นศูนย์กลาง” (Data-Centric) การบริหารจัดการข้อมูลภายใต้กรอบกฎหมาย มาตรฐาน และจริยธรรมที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงสิทธิของประชาชนเป็นสำคัญคือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อหน่วยงานภาครัฐเริ่มนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาวิเคราะห์หรือสนับสนุนการตัดสินใจในการให้บริการ ภาครัฐยิ่งต้องให้ความสำคัญกับหลักธรรมาภิบาล ความเป็นธรรม และความรับผิดชอบ เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนหรืออคติ (Bias) ที่อาจเกิดขึ้นจากอัลกอริทึมของ AI หากมีการนำมาตรฐาน ISO/IEC 42001 (ระบบการจัดการ AI) เข้ามาปรับใช้ จะช่วยเปลี่ยน “จริยธรรม AI” ที่เป็นนามธรรม ให้กลายเป็นกระบวนการที่จับต้องได้ บังคับให้หน่วยงานต้องประเมินความเสี่ยงและสามารถอธิบายเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจของ AI ได้อย่างโปร่งใส เป็นธรรม และไม่ละเมิดสิทธิ
กลไกสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนและส่งเสริมความเชื่อมั่นนี้คือ “ธรรมาภิบาลข้อมูล” (Data Governance) ซึ่งสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) ได้ผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐมีมาตรฐานการบริหารจัดการข้อมูลตลอดวงจรชีวิต (Data Lifecycle) ตั้งแต่การสร้าง การจัดเก็บ การใช้งาน การเผยแพร่เชื่อมโยง การเปิดเผย ไปจนถึงการทำลายข้อมูลอย่างเหมาะสม ภายใต้หลักการด้านความมั่นคงปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว และความรับผิดชอบต่อข้อมูล เพื่อให้ข้อมูลภาครัฐมีความถูกต้อง มีคุณภาพสูง และสามารถแลกเปลี่ยนข้ามหน่วยงานได้อย่างปลอดภัย ลดความซ้ำซ้อนในการทำงานลง เจ้าหน้าที่รัฐสามารถศึกษารายละเอียดแนวปฏิบัติเพิ่มเติมได้จาก มาตรฐานรัฐบาลดิจิทัล มรด. 6 : 2566 ว่าด้วยกรอบธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ ฉบับปรับปรุง
นอกจากนี้ การส่งเสริม “ข้อมูลเปิดภาครัฐ” (Open Government Data) ผ่านศูนย์กลางข้อมูลเปิดภาครัฐภายใต้ชื่อ “data.go.th” ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความโปร่งใส ข้อมูลที่เผยแพร่แก่สาธารณะ ภาคเอกชน และนักพัฒนา จะต้องอยู่ในรูปแบบดิจิทัลที่เป็นมาตรฐานเดียวกันและสามารถประมวลผลได้ด้วยคอมพิวเตอร์ (Machine-readable) เช่น ชุดข้อมูลเกี่ยวกับงบประมาณ สถิติประชากร หรือสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปต่อยอดสร้างนวัตกรรมและบริการดิจิทัลใหม่ ๆ โดยการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวต้องดำเนินการควบคู่กับการคำนึงถึงความมั่นคงของรัฐและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างสมดุล ตามกรอบ มรด. 8 : 2567 มาตรฐานรัฐบาลดิจิทัลว่าด้วยแนวทางการเปิดเผยข้อมูลเปิดภาครัฐในรูปแบบดิจิทัลต่อสาธารณะ เวอร์ชัน 2.0
ถอดบทเรียนความสำเร็จ กรณีศึกษาการสร้างความโปร่งใสและน่าเชื่อถือในภาครัฐ เพื่อให้เห็นภาพการนำกรอบแนวคิดข้างต้นไปฝังตัวในหน้างานจริง หน่วยงานภาครัฐระดับนำของประเทศไทยได้พิสูจน์ให้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์เชิงประจักษ์ผ่านระบบงานต่าง ๆ ดังนี้
| หน่วยงานภาครัฐ | มาตรการที่นำมาปรับใช้ | ผลลัพธ์และการสร้างความเชื่อมั่น |
|---|---|---|
| กรมสรรพากร | ระบบ e-Tax และบริการยื่นภาษีออนไลน์ | เพิ่มความโปร่งใสในระบบภาษี ลดขั้นตอนและภาระเอกสารกระดาษ สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ 100% |
| ธนาคารแห่งประเทศไทย | นโยบายการจัดทำข้อมูลนิรนาม (Anonymization) ที่เข้มงวดสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลรายบุคคล | เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลด้านการท่องเที่ยวข้ามหน่วยงานได้อย่างปลอดภัยและไร้รอยต่อ |
| สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI | การจัดทำชุดข้อมูลนิรนามในโครงการ “Travel Link” | เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลด้านการท่องเที่ยวข้ามหน่วยงานได้อย่างปลอดภัยและไร้รอยต่อ |
ความสำเร็จของหน่วยงานเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลมิใช่เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงทางด้านวัตถุหรือซอฟต์แวร์เทคโนโลยีเท่านั้น แต่คือการถักทอความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ระหว่าง “หน่วยงานรัฐ” และ “ประชาชน” บนพื้นฐานของความไว้วางใจและธรรมาภิบาลข้อมูลร่วมกัน
การวางรากฐานระบบรัฐบาลดิจิทัลที่ “โปร่งใส ปลอดภัย และตรวจสอบได้” ผ่านกลไก Digital ID, ธรรมาภิบาลข้อมูล (Data Governance), แนวคิด Zero Trust และการเปิดเผยข้อมูลเปิดภาครัฐ (Open Data) ถือเป็นก้าวแรกที่มั่นคงในการปฏิรูปบริการรัฐไทยให้ได้รับความไว้วางใจจากภาคประชาชน ระบบที่ลดการใช้กระดาษ ณ จุดบริการ และเชื่อมโยงท่อข้อมูลระหว่างหน่วยงานอย่างไร้รอยต่อ ไม่เพียงแต่สร้างความสะดวกรวดเร็วและลดต้นทุนทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมสำคัญที่กำลังนำพารัฐบาลไทยไปสู่ความท้าทายในระดับสากลถัดไป
การเยียวยาและการรับผิดชอบเมื่อเกิดข้อผิดพลาด” รัฐบาลดิจิทัลที่น่าเชื่อถือต้องมีกลไกรับรองในยามที่เกิดเหตุไม่คาดฝัน โดยการนำมาตรฐาน ISO 10002 (ระบบจัดการข้อร้องเรียน) และ ISO 10003 (กรอบระงับข้อพิพาท) มาใช้ เพื่อเปลี่ยนเสียงสะท้อนของประชาชนให้เข้าสู่กระบวนการแก้ไขที่โปร่งใส มีมาตรการเยียวยาที่ชัดเจน ยุติธรรม และเป็นหลักประกันว่าประชาชนจะไม่ถูกทอดทิ้งเมื่อระบบมีปัญหา
กลไกการขับเคลื่อนเพื่อความยั่งยืน สิ่งที่จะการันตีว่ามาตรฐานเหล่านี้จะถูกนำไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่องคือระบบตรวจสอบ โดยอาศัยแนวทางการตรวจประเมินตามมาตรฐาน ISO 19011:2026 เป็นเข็มทิศให้ผู้ตรวจประเมินทั้งภายในและภายนอก เพื่อตอกย้ำให้เกิดการพัฒนาและ “ตรวจสอบได้” ในทุกย่างก้าวอย่างแท้จริง
เมื่อระบบข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐมีความพร้อมและน่าเชื่อถือแล้ว ยุทธศาสตร์ในอนาคตของรัฐบาลดิจิทัลไทยจะไม่หยุดอยู่แค่ความปลอดภัยและความโปร่งใสในมิติเชิงบริหารจัดการเท่านั้น แต่จะมุ่งยกระดับและบูรณาการไปสู่มิติความยั่งยืนในวงกว้าง
โปรดติดตามการเจาะลึกและร่วมขับเคลื่อนแนวคิดสำคัญในบทความตอนต่อไปภายใต้ธีม “Sustainability & Connectivity นวัตกรรมสีเขียวและการเชื่อมโยงข้อมูล เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” ที่จะพาบุคลากรภาครัฐไปทำความเข้าใจว่า เราจะสามารถนำระบบข้อมูลที่เชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์นี้ ไปต่อยอดสร้างนวัตกรรมสีเขียว (Green Innovation) เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการทำงานของรัฐ การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างแม่นยำด้วย Data และการสร้างเครือข่ายบริการภาครัฐที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างยั่งยืนเพื่ออนาคตของคนไทยทุกคนได้อย่างไร
เรียบเรียงโดย
ฝ่ายมาตรฐานดิจิทัลภาครัฐ
สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน)
References:
- สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร. หรือ DGA). (2565). แนวทางวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามพระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2565. https://www.dga.or.th/document/92495/
- สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ. หรือ ETDA). (2566). การพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (Digital Identity Guideline). https://www.etda.or.th/th/StandardNews/23022566.aspx
- มรด. 6 : 2566 มาตรฐานรัฐบาลดิจิทัลว่าด้วยกรอบธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ ฉบับปรับปรุง: แนวปฏิบัติ: https://standard.dga.or.th/ประกาศคณะกรรมการพัฒนา-10/
- มรด. 8 : 2567 มาตรฐานรัฐบาลดิจิทัลว่าด้วยแนวทางการเปิดเผยข้อมูลเปิดภาครัฐในรูปแบบดิจิทัลต่อสาธารณะ เวอร์ชัน 2.0 : https://standard.dga.or.th/ประกาศคณะกรรมการพัฒนา-11/
- ผลสำรวจระดับความพร้อมรัฐบาลดิจิทัลหน่วยงานภาครัฐของประเทศไทย ประจำปี 2568 : https://www.dga.or.th/policy-standard/policy-regulation/dg-readiness-survey/readinesssurvey68/125420/
- e-Tax Invoice & e-Receipt รายรับรายจ่ายทางภาษีกับ e-Payment : https://www.rd.go.th/publish/seminar/Seminar_190820.pdf
- การจัดทำข้อมูลนิรนามของธนาคารแห่งประเทศไทย : https://www.bot.or.th/th/statistics/statistics-and-dissemination/data-collection1/anonymous-data.html?utm_source=chatgpt.com
- PDPA with AI enforcement” ชูบทบาทธรรมาภิบาลข้อมูลและการกำกับดูแล AI : https://bdi.or.th/news/bdi-bigdata-ai-security-pdpa-dama
- ISO/IEC 27001:2022, Information security management systems : https://www.iso.org/standard/27001
- ISO/IEC 27701:2025, Privacy information management. : https://www.iso.org/standard/27701
- ISO/IEC 42001:2023, Artificial intelligence. : https://www.iso.org/standard/42001
- ISO 10002:2018, Quality management. : https://www.iso.org/standard/71580.html
- ISO 10003:2018, Quality management. : https://www.iso.org/standard/71581.html