ข้อมูลเป็นกุญแจสำคัญยิ่งในการดำเนินกิจการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในภาครัฐหรือภาคเอกชนรวม ไปถึงการนำข้อมูลไปใช้พัฒนาประเทศในทิศทางต่างๆ ตั้งแต่การใช้ข้อมูลเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อน เศรษฐกิจ ไปจนถึงการใช้ข้อมูลเพื่อพัฒนาบริการหรือต่อยอดนวัตกรรมต่าง ๆ หากแต่ในปัจจุบัน ยังมีข้อจำกัดการใช้ข้อมูลของภาครัฐ เนื่องจากข้อมูลส่วนใหญ่ของภาครัฐยังถูกจัดเก็บอยู่ภายในหน่วยงานหรือ ระหว่างหน่วยงานเป็นหลัก ซึ่งนับเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การพัฒนาประเทศชะลอตัว

ด้วยเหตุนี้เองจึงมีความจำเป็นที่ต้องเปิดให้ทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึงข้อมูลภาครัฐเพื่อการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าสู่ประเทศไทย 4.0 โดยสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) เป็นผู้พัฒนาศูนย์กลางข้อมูลเปิดภาครัฐ (Open Government Data of Thailand) ที่เปิดให้ภาคเอกชน และภาคประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลเปิดภาครัฐได้ทางเว็บไซต์ Data.go.th

“ข้อมูลเปิดภาครัฐ” คืออะไร?

ข้อมูลเปิดภาครัฐ คือ ข้อมูลที่หน่วยงานของรัฐต้องเปิดเผยต่อสาธารณะตามกฎหมายว่าด้วย ข้อมูลข่าวสารของราชการในรูปแบบข้อมูลดิจิทัลที่สามารถเข้าถึงและใช้ได้อย่างเสรี ไม่จำกัดแพลตฟอร์ม ไม่เสียค่าใช้จ่าย เผยแพร่ ทำซ้ำ หรือใช้ประโยชน์ได้โดยไม่จำกัดวัตถุประสงค์

ข้อมูลเปิดภาครัฐจัดว่าเป็นข้อมูลสาธารณะจากภาครัฐที่ผู้ใช้งานสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้งาน วิเคราะห์ หรือดัดแปลงได้อย่างอิสระตามความต้องการ โดยเป็นข้อมูลสมบูรณ์ ผ่านการอัปเดตเป็นข้อมูล ปัจจุบันจากแหล่งข้อมูลโดยตรง มีโครงสร้างที่สามารถนำไปใช้งานต่อได้พร้อมเปิดให้เข้าถึงได้ง่ายและใช้ งานได้ตลอดเวลาโดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงข้อมูล

ทำไมต้องมีข้อมูลเปิดภาครัฐ

การเปิดเผยข้อมูลเปิดภาครัฐนับว่าเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับทั้งหน่วยงานของรัฐและผู้ใช้ข้อมูล โดยหน่วยงานของรัฐสามารถเปิดเผยข้อมูลผ่านแพลตฟอร์ม Open Government Data ซึ่งเป็น ศูนย์รวมข้อมูลส่วนกลางเพื่อให้ผู้ใช้เรียกดูข้อมูลได้จากแหล่งเดียวกัน ทำให้แต่ละหน่วยงานไม่ต้องจัดสรรงบใหม่เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มของตนเองอีกทั้งยังสามารถป้องกันการเกิดข้อมูลที่ซ้ำซ้อนและผิดพลาดได้ ด้วยความสามารถของ API ในการเชื่อมข้อมูลที่เปิดเผยอยู่แล้ว ทั้งนี้ ทุกภาคส่วนก็จะได้รับประโยชน์จากข้อมูลเปิดภาครัฐได้ โดยแยกเป็น 3 ข้อ ดังนี้

  1. ภาครัฐ: การเปิดเผยข้อมูลเปิดภาครัฐเป็นการส่งเสริมให้เกิดธรรมาภิบาลและเป็นการผลักดันให้เกิดการบูรณาการการใช้ประโยชน์จากข้อมูลร่วมกัน สร้างความโปร่งใสในการบริหารประเทศ เพื่อแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน โดยหน่วยงานต่างๆ ของรัฐสามารถนำข้อมูลไปใช้วางแผนเชิงนโยบายและปรับปรุงการให้บริการสาธารณะได้
  2. ภาคเอกชน: เมื่อหน่วยงานเอกชนเข้าถึงข้อมูลเปิดภาครัฐได้ องค์กรต่างๆ ก็สามารถนำ ข้อมูลดังกล่าวไปต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจส่งเสริมการขับเคลื่อนนวัตกรรมจากข้อมูลในยุคที่ใช้ข้อมูลขับเคลื่อนธุรกิจ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของ ประเทศด้วย
  3. ภาคประชาชน: การเปิดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลเปิดภาครัฐได้นับเป็นการเสริมสร้างการมี ส่วนร่วม ทำให้ประชาชนได้รับบริการดิจิทัลภาครัฐที่ดีขึ้นโดยสามารถเข้าถึงและใช้ ประโยชน์จากข้อมูลเปิดภาครัฐแบบดิจิทัลรวมถึงสามารถนำข้อมูลไปพัฒนาหรือต่อยอด นวัตกรรมต่างๆ ได้

โดยสรุปแล้ว

การเปิดเผยข้อมูลเปิดภาครัฐอย่างมีธรรมาภิบาลจะช่วยให้เกิดความโปร่งใสในการบริหารประเทศ ช่วยสร้างคุณค่าให้กับสังคมและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและช่วยสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาประเทศ ทั้งหมดนี้เพื่อให้ทุกภาคส่วนเข้าใจถึงสถานการณ์และแนวทางการแก้ไข ปัญหาต่างๆ ที่มีความซับซ้อน ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเชิงรุกเน้นการยกระดับไปสู่ความร่วมมือใน การพัฒนาประเทศต่อไป

ปฏิเสธไม่ได้เลยสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 (COVID-19) ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อปี 2563 ที่ผ่านมานี้ ได้ทำให้คนทั้งโลกต้องปรับตัวไปสู่ยุควิถีชีวิตใหม่ (New Normal) กันเร็วขึ้นที่จะต้อง ติดต่อกันผ่านทางออนไลน์แทนเป็นหลักและด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เองก็ได้ส่งผลกระทบต่อหน่วยงาน ภาครัฐด้วยเช่นกัน ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งปรับตัวให้ทันกับยุค New Normal อย่างรวดเร็ว ด้วยการ เพิ่มช่องทางการให้บริการเป็นแบบออนไลน์เพื่ออำนวยความสะดวกประชาชนได้อย่างทันท่วงที ซึ่งสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (สพร.) หรือ DGA ในฐานะเป็นหน่วยงานกลางของรัฐบาลดิจิทัลจึงได้ มีมาตรฐาน (Standard) ต่างๆ ที่จะช่วยให้ปรับเปลี่ยนภาครัฐกลายเป็นรัฐบาลดิจิทัลได้อย่างมีระบบ และยั่งยืน ซึ่งมาตรฐานของรัฐบาลดิจิทัลในวันนี้มีอะไรกันแล้วบ้าง ติดตามได้ในบทความนี้

มาตรฐานรัฐบาลดิจิทัล ณ วันนี้

ตั้งแต่ DGA เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2561 จนกระทั่งถึงวันนี้ได้มีมาตรฐานเกิดขึ้นมามากมาย ซึ่งถือได้ว่าเป็นส่วนช่วยสำคัญที่สนับสนุนให้ภาครัฐสามารถเข้าสู่ New Normal ได้รวดเร็วขึ้น โดยมาตรฐานรัฐบาลดิจิทัลจากทาง DGA ณ วันนี้ มีดังต่อไปนี้

  • ธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ (Data Governance for Government)
  • แผนแม่บทพอร์ทัลกลางเพื่อประชาชน ระยะ 3 ปี (Citizen Portal Roadmap)
  • มาตรฐานและหลักเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลเปิดภาครัฐ (Open Government Data of Thailand)
  • ดิจิทัลไอดีสำหรับบริการภาครัฐ (Digital ID)
  • มาตรฐานการจัดทำบัญชีข้อมูลภาครัฐ (Government Data Catalog Guideline)

Data Governance for Government

สินทรัพย์ที่สำคัญในโลกยุคปัจจุบันนั่นก็คือ “ข้อมูล” และภาครัฐเองก็ได้ให้ความสำคัญในการ จัดเก็บและนำเอาข้อมูลมาเพื่อช่วยสนับสนุนและขับเคลื่อนประเทศในหลาย ๆ ด้าน รวมทั้งเชิงนโยบาย ทางเศรษฐกิจหรือด้านสังคมดิจิทัล หากแต่ในหลาย ๆ หน่วยงานภาครัฐต้องประสบปัญหาและอุปสรรคที่ เกี่ยวข้องกับข้อมูลมากมาย จึงส่งผลให้ทาง DGA ออกมาเป็นกรอบมาตรฐานที่จะช่วยนำทางให้กับ หน่วยงานภาครัฐสามารถยึดเป็นแนวทางปฏิบัติที่จะทำให้สามารถสร้าง “ข้อมูลที่ดี” ที่มีทั้งเรื่องความ ปลอดภัย (Security) ความเป็นส่วนตัว (Privacy) และมีคุณภาพ (Quality) ให้เกิดขึ้นได้ภายในองค์กรของ ภาครัฐในยุค New Normal ได้อย่างยั่งยืน

Citizen Portal Roadmap

แผนแม่บทพอร์ทัลกลางเพื่อประชาชน ระยะ 3 ปี หรือ Citizen Portal Roadmap นั้นถือเป็นแผนการรวบรวมงานบริการของภาครัฐจากหลาย ๆ หน่วยงานสำหรับประชาชนมาบูรณาการไว้ ให้อยู่ในแหล่งเดียวกัน เพื่อให้สามารถบริการผ่านช่องทางออนไลน์ได้อย่างสะดวกและครบถ้วน ซึ่งแผนแม่ บทนี้จะกลายเป็นมาตรฐานการให้บริการของภาครัฐในยุค New Normal นี้

โดยแผนแม่บทระยะ 3 ปีนี้จะเริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2564 ไปจนถึงปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ซึ่งจะแบ่งเป็น 3 ระยะที่ภาครัฐจะเริ่มทยอยพัฒนาและปรับเปลี่ยนการบริการต่างๆ ให้กลาย เป็นระบบดิจิทัล ทำให้บริการเข้าถึงประชาชนได้มากขึ้นอีกทั้งยังช่วยลดการแพร่ระบาดของไวรัส
COVID-19 ได้อีกด้วย แผนแม่บทนี้จึงเป็นการวางรากฐานการให้บริการประชาชนของประเทศไปสู่ มาตรฐานระดับสากลได้ต่อไป

Open Government Data of Thailand

การเปิดข้อมูลเปิดภาครัฐได้มีมาตรฐานและหลักเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลเปิดภาครัฐในรูปแบบข้อมูลดิจิทัลต่อสาธารณะออกมาเมื่อปี พ.ศ.2563 ที่ผ่านมาเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลของภาครัฐ ที่สามารถเปิดเผยสู่สาธารณะได้ โดยประชาชนสามารถนำข้อมูลไปใช้งานได้อย่างเสรี ไม่จำกัดวัตถุประสงค์ และไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใดจึงทำให้ผู้ใช้งานข้อมูลสามารถนำไปวิเคราะห์หรือดัดแปลงได้ตามที่ต้องการ โดยมีศูนย์กลางข้อมูลเปิดภาครัฐ (Open Government Data of Thailand) อยู่ที่เว็บไซต์ data.go.th

นอกจากเรื่องข้อมูลเปิดของภาครัฐที่ได้ทำให้ยกระดับมาตรฐานของข้อมูลเปิดภาครัฐขึ้นมาเป็นมาตรฐานสากลมากขึ้นแล้ว ยังมีบริการศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐ (Government Data Exchange Center : GDX) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยสนับสนุนให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐให้มี มาตรฐานและมีความมั่นคงปลอดภัย และทำให้สามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย มาตรฐานและ แพลตฟอร์มเหล่านี้เองจะเป็นส่วนที่ช่วยสนับสนุนให้ภาครัฐสามารถต่อยอดไปสู่การให้บริการในลักษณะ One Stop Service ได้ต่อไปในยุค New Normal นี้

Digital ID

Digital ID อาจเรียกได้ว่ากำลังจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่สำหรับภาครัฐในยุค New Normal นี้เลยทีเดียว ด้วยบริการภาครัฐที่กำลังปรับเปลี่ยนให้อยู่ในรูปแบบออนไลน์มากขึ้นเรื่อย ๆ ตามแผนแม่บท Citizen Portal Roadmap ทำให้การพิสูจน์ตัวตน (Authentication) และยืนยันตัวตน (Identity Verification) ก่อนอนุญาตให้เข้าใช้บริการได้นั้นจึงเป็นเรื่องที่สำคัญภาครัฐจึงต้องมีมาตรฐานวิธีการ พิสูจน์ยืนยันตัวตนให้เป็นรูปแบบเดียวกันเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าใจและตอบสนองต่อการเปลี่ยน แปลงได้อย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ ในประเทศไทยอาจเรียกได้ว่ามีการใช้งาน Digital ID มาระยะหนึ่งแล้ว อย่างเช่น โครงการ ชิมช้อปใช้อันเป็นที่รู้จักกันดีนั้นได้มีการผสานระบบ Digital ID เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการใช้งานไว้เป็น ที่เรียบร้อยแล้ว หรือการทำธุรกรรมออนไลน์ร่วมกับสถาบันการเงินต่าง ๆ ที่จะมีการให้ยืนยันตัวตนผ่าน Digital ID ได้เลย เป็นต้น

Government Data Catalog

จากความตื่นตัวเรื่องข้อมูลที่มีมากขึ้นในทุกภาคส่วน จึงทำให้เกิดชุดข้อมูลของภาครัฐที่เปิด สาธารณะออกมาเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้การเลือกใช้ข้อมูลและการสืบค้นหาชุดข้อมูลนั้น เกิดความซับซ้อนและยุ่งยากมากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าหากไม่ได้มีการจัดการอย่างเป็นระบบและมีมาตรฐาน ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้ทาง DGA มีการจัดทำบัญชีข้อมูลภาครัฐหรือ Government Data Catalog (GD Catalog) ที่เป็นระบบเพื่อช่วยให้สามารถสืบค้น และเข้าถึงแหล่งที่มาของข้อมูล ประเภทและรูปแบบของ ข้อมูลที่จะทำให้ผู้ใช้งานข้อมูลสามารถเข้าใจและใช้ประโยชน์จากชุดข้อมูลได้สูงสุดและสะดวกรวดเร็ว

บทสรุป

มาตรฐานรัฐบาลดิจิทัลต่างๆ ที่ทาง DGA ได้มีการออกแบบ และได้พัฒนาขึ้นมาเหล่านี้เอง ที่เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนให้ภาครัฐของประเทศไทยกำลังค่อยๆ ปรับตัวไปสู่ New Normal มากขึ้นเรื่อย ๆ ที่จะทำให้เกิดมาตรฐานเทียบเท่ากับระดับสากล และทำให้เกิดการขับเคลื่อนด้วย “ข้อมูล” ได้อย่างยั่งยืน

เมื่อกล่าวถึงการติดต่อกับราชการ หลายๆ คนอาจมีภาพจำในอดีตและชุดความคิดที่ว่าต้องเตรียมเอกสารต่าง ๆ มากมาย ไม่เพียงแค่เอกสารฉบับจริงเท่านั้นแต่ยังต้องเตรียมสำเนาเอกสาร ไปด้วย ยิ่งถ้าต้องไปติดต่อกับหน่วยงานราชการอื่นมากกว่าหนึ่งหน่วยงานแล้ว ประชาชนเองก็ต้องรับภาระจัดเตรียมสำเนาอีกชุดเพื่อขอรับบริการจากหน่วยงานภาครัฐนั้นๆ ด้วย ซึ่งนอกจากจะก่อให้เกิดความยุ่งยากวุ่นวายในการจัดเตรียมเอกสารรวมถึงความล่าช้าในการดำเนินการตรวจสอบสำเนาให้ตรงกับเอกสารต้นฉบับด้วยแล้ว ยังเป็นการสิ้นเปลืองกระดาษที่ใช้เพียงครั้งเดียวโดยใช่เหตุ

ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงต้องการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของระบบราชการให้เท่าทันโลก
ยุคดิจิทัลและเปลี่ยนผ่านไปสู่ประเทศไทย 4.0 ด้วยการมอบนโยบายแนวทางการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาล ดิจิทัล จึงเป็นที่มาของ “โครงการยกเลิกสำเนาเอกสาร (No Copy)” โดยความร่วมมือของสำนักงานคณะ กรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.) หรือ DGA

ยกเลิกสำเนาแล้ว ราชการทำงานอย่างไร?

ในด้านการขับเคลื่อนการพัฒนาไปสู่รัฐบาลดิจิทัลตามนโยบายประเทศไทย 4.0 นั้น ระบบ ราชการได้ปรับปรุงกระบวนการทำงานด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการและการให้บริการจากเดิมที่ข้อมูลต่าง ๆ ถูกจัดเก็บแยกในแต่ละหน่วยงานเพียงเพื่อใช้ประโยชน์แค่ภายในหน่วยงานนั้น ๆ ก็ได้มีการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐระหว่างกันอันเป็นฐานรากสำคัญในการพัฒนาระบบราชการ 4.0 เพื่อยกระดับรัฐบาลไปสู่การเป็น “รัฐบาลแห่งการเชื่อมโยงและเปิดเผย” (Open and Connected Government)

เมื่อหน่วยงานภาครัฐยกเลิกการเรียกสำเนาเอกสารจากประชาชนจึงมีความจำเป็นต้องเรียกดูข้อมูลดิจิทัลของประชาชนผ่านระบบบริการเชื่อมโยงข้อมูลบุคคลและข้อมูลนิติบุคคลจากศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกลางภาครัฐ หรือ Government Data Exchange (GDX) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มระบบการรับส่งข้อมูล เอกสารและทะเบียนดิจิทัลภาครัฐ โดยได้รับการออกแบบให้มีมาตรฐานและความมั่นคงปลอดภัย สามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง รองรับการขยายหรือเพิ่มเติมการเชื่อมโยงจากหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ ให้เป็นไปตามธรรมาภิบาลข้อมูล (Data Governance)

ด้วยคุณสมบัติการแบ่งปันข้อมูล (Data Sharing) ให้กับส่วนราชการอื่น ๆ และการเชื่อมโยงข้อมูล (Data Link) ที่เข้าถึงได้ผ่านแพลตฟอร์ม GDX นั้นก็สามารถตัดความจำเป็นในการใช้สำเนาเอกสาร เพื่อติดต่อกับหน่วยงานราชการได้เพราะหน่วยงานราชการสามารถเรียกดูข้อมูลดิจิทัลของประชาชนได้จากระบบ GDX ในขณะที่แต่ละหน่วยงานเจ้าของข้อมูลยังคงจัดเก็บและดูแลข้อมูลเอกสารทะเบียนดิจิทัล ได้เช่นเดิม และสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและทะเบียนดิจิทัลระหว่างหน่วยงานของรัฐได้เรียกได้ว่า สะดวกทั้งประชาชนผู้เข้ารับบริการและเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการด้วย

GDX จึงนับว่าเป็นฐานในการต่อยอดไปสู่การพัฒนาบริการดิจิทัลภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จ หรือ One Stop Service (OSS) ที่สมบูรณ์ได้และเป็นเครื่องมือสำคัญที่นำไปสู่การยกระดับทุกหน่วยงานภาครัฐ ในการก้าวเข้าสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลที่มีธรรมาภิบาลข้อมูลและมีความมั่นคงปลอดภัย

ยกเลิกสำเนาแล้วดีอย่างไร?

วัตถุประสงค์หลักของการรยกเลิกสำเนาเอกสารราชการ อาทิ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน จากประชาชนผู้มาใช้บริการนั้น ก็เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้มาใช้บริการ กับหน่วยงานภาครัฐเป็นสำคัญโดยประชาชนสามารถติดต่อกับหน่วยงานราชการได้โดยไม่ต้องเตรียมสำเนาเอกสารราชการใด ๆ อีกต่อไป

นอกจากจะเป็นการลดภาระของประชาชนเมื่อต้องติดต่อขอรับบริการจากหน่วยงานราชการแล้ว ยังเอื้อต่อการดำเนินงานของระบบราชการ ที่ช่วยลดความซับซ้อนของกระบวนการ ขั้นตอน ระยะเวลา เกี่ยวกับการอนุญาต การทำธุรกรรมต่าง ๆ กับภาครัฐให้มีความสะดวกรวดเร็ว ง่ายดายและคล่องตัวยิ่งขึ้นด้วย อีกทั้งยังลดค่าใช้จ่ายจากกระดาษสำเนาเอกสารที่ไม่จำเป็นบริหารจัดเก็บข้อมูลของประชาชนได้ อย่างเป็นระบบที่มั่นคงปลอดภัยยิ่งขึ้น และเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐ เพื่อให้การทำธุรกรรมกับภาครัฐง่ายและรวดเร็วมากขึ้นด้วย

ที่ผ่านมาเราอาจคุ้นชินกับการใช้บัตรประชาชนในการยืนยันตัวตนก่อนการทำธุรกรรมใดๆ กับทั้งภาครัฐและเอกชน แต่ทุกวันนี้เรามีอีกสิ่งที่เรียกว่า Digital Identity หรือ Digital ID สำหรับใช้ในการยืนยันตัวตนแทนบัตรประชาชนแล้ว Digital ID จะดีกว่าบัตรประชาชนอย่างไร? ในอนาคตเราจะนำไปใช้งานได้อย่างไรบ้าง? ประชาชนจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง? มาพบกับคำตอบของคำถามเหล่านี้ในบทความนี้กันได้เลยครับ

Digital ID คืออะไร?

ในการทำธุรกรรมใดๆ ก็ตาม เรามักต้องมีการยืนยันตัวตนเพื่อให้อีกฝ่ายมั่นใจได้ว่าเราคือบุคคลเดียวกับที่เราระบุจริงๆ เพื่อให้การทำธุรกรรมเหล่านั้นมีผลและเชื่อถือได้ ซึ่งที่ผ่านมานั้น เราก็มักใช้บัตรประชาชนในการยืนยันตัวตน โดยมีเจ้าหน้าที่ที่ให้บริการในการทำธุรกรรมนั้นๆ ตรวจสอบบัตรประชาชนของเรา ไม่ว่าจะเป็นเพียงแค่การตรวจสอบว่าใบหน้าของเราเหมือนกับในบัตรประชาชน หรือการนำบัตรไปตรวจสอบข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติมก็ตาม ซึ่งในที่นี้ บัตรประชาชนนั้นก็คือเป็น Identity หรือเครื่องมือระบุยืนยันตัวตนของเรานั่นเอง

อย่างไรก็ดี การใช้บัตรประชาชนยืนยันตัวตนนี้ก็มีปัญหามาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปลอมแปลงบัตรประชาชน หรือการฉ้อโกงในรูปแบบต่างๆ ที่ทำให้เห็นได้ชัดว่าบัตรประชาชนนั้นไม่เพียงพอต่อการใช้ยืนยันตัวตนอีกต่อไป

จนกระทั่งปัจจุบันนี้ ทั้งบริการจากภาครัฐและเอกชนนั้นต่างก็ถูกเปลี่ยนไปอยู่ในรูปแบบดิจิทัล ส่งผลให้ต้องเกิดการพัฒนาเทคโนโลยี Digital ID ขึ้นมา เพื่อให้สามารถใช้ทำการระบุยืนยันตัวตนบนโลกดิจิทัลได้อย่างถูกต้องแม่นยำและมั่นคงปลอดภัย ในขณะที่ยังสามารถนำไปใช้ทดแทนบัตรประชาชนเพื่อทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้นด้วย

สำหรับในประเทศไทยนั้นได้มีการผลักดันเทคโนโลยี Digital ID มาได้ระยะหนึ่งแล้ว และมีการใช้งานจริงทั้งในหน่วยงานภาครัฐ, สถาบันการเงิน, ผู้ให้บริการโครงข่ายโทรศัพท์ และอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้ท้ายที่สุดแล้วประชากรไทยส่วนใหญ่นั้นจะต้องมี Digital ID เพื่อใช้ในการระบุยืนยันตัวตนบนโลกออนไลน์ และนำไปใช้ในการทำธุรกรรมต่างๆ หรือแม้แต่การเข้ารับบริการหรือสวัสดิการจากภาครัฐเอง ก็จะสามารถใช้ Digital ID ได้ทั้งหมดเช่นกัน

ตัวอย่างการใช้งาน Digital ID ในประเทศไทย

การใช้งาน Digital ID ในประเทศไทยนั้นมีกรณีการใช้งานที่เกิดขึ้นจริงแล้วอย่างหลากหลาย เช่น

  • การทำธุรกรรมภาษีร่วมกับกรมสรรพากร เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการและผู้เสียภาษีสามารถทำธุรกรรมภาษีได้ง่าย ช่วยลดต้นทุนและให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลด้วยการใช้ Digital ID
  • การทำธุรกรรมออนไลน์ร่วมกับสถาบันการเงิน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการทำธุรกรรมออนไลน์มากขึ้น และทำให้ธุรกรรมหลายส่วนที่เคยต้องไปทำที่สาขาของธนาคาร สามารถทำผ่านระบบออนไลน์ได้ด้วยการยืนยันตัวตนผ่าน Digital ID
  • กรมการปกครอง ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ยืนยันความน่าเชื่อถือของข้อมูลบุคคล เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ สามารถใช้งาน Digital ID ได้อย่างมั่นใจ
  • โครงการชิมช้อปใช้ ที่มีการผสานระบบของ Digital ID เป็นส่วนหนึ่งของการใช้งานอยู่แล้ว

สำหรับแผนการในอนาคตนั้นก็เริ่มมีโครงการจำนวนมากที่เผยถึงการนำ Digital ID ไปใช้งาน เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่เตรียมเปิดให้ระบบจดทะเบียนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์สามารถใช้ Digital ID ได้, กรมที่ดินที่จะนำ Digital ID ไปใช้ยืนยันตัวตนของผู้ใช้งานในการดำเนินการภายในระบบออนไลน์ต่างๆ ของกรม, สปสช. ที่เตรียมเปิดให้มีการลงทะเบียนเปลี่ยนหน่วยบริการและเข้ารับบริการด้วย Digital ID และกยศ. ที่เตรียมผสานระบบ Digital ID มาใช้กับระบบกองทุนและธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

จากความต้องการใช้งาน Digital ID ของบริการหน่วยงานภาครัฐที่หลากหลาย การมีมาตรฐานใช้งานร่วมกันจึงเป็นสิ่งที่สำคัญเพราะนอกจากจะช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพ และความมั่นคงปลอดภัยของบริการภาครัฐให้มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับแล้ว ยังช่วยลดความซ้ำซ้อนการพิสูจน์และยืนยันตัวตน ทำให้ประชาชนได้รับความสะดวกไม่ต้องลงทะเบียนหรือจดจำ Digital ID สำหรับแต่ละบริการ โดยท่านสามารถรับข้อมูลเกี่ยวกับมาตรฐาน Digital ID เพิ่มเติมได้จาก – มาตรฐานและหลักเกณฑ์การจัดทำกระบวนการและการดำเนินงานทางดิจิทัลว่าด้วยเรื่องการใช้ดิจิทัลไอดีสำหรับบริการภาครัฐ สำหรับบุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทย (Digital ID)

ในยุคที่เรียกได้ว่าเป็น Digital Transformationที่องค์กรต้องขับเคลื่อนด้วยข้อมูลจึงทำให้เกิด วลีที่เปรียบเทียบว่า “Data is an asset” หรือ “ข้อมูลเปรียบเสมือนทรัพย์สิน” ส่งผลให้หลายๆ องค์กรได้พยายามสร้างระบบต่างๆเพื่อจัดเก็บข้อมูลที่ต้องการใช้งานภายในองค์กรขึ้นมามากมาย หากแต่เชื่อว่าหลายคนมักจะต้องพบกับปัญหาไม่ว่าจะเป็นกรณีที่มีข้อมูลมากมายในองค์กรแต่การนำเอามาใช้งานข้อมูลนั้นทำได้ยากเหลือเกินหรืออาจจะมีข้อมูลอยู่หลายชุดจนทำให้เกิดความซ้ำซ้อนสับสนว่าควรจะต้องหยิบเอาชุดใดไปใช้งานจึงจะถูกต้อง และบางทีอาจจะมีข้อมูลอยู่มากมายแต่ใช้จริงๆ ได้เพียงแค่ส่วนเดียวเท่านั้น เพราะไม่รู้ถึงที่มาของข้อมูล และไม่มีอะไรมาอธิบายว่าข้อมูลนั้นเก็บอย่างไร ความหมายคืออะไร ต้องใช้อย่างไร และไม่ได้เก็บเป็นมาตรฐานเดียวกันอีกด้วย เป็นต้น

สาเหตุของปัญหาดังกล่าวนี้ส่วนหนึ่งอาจเกิดได้จากการที่เราไม่ได้ดำเนินการตามวิธีการ
ธรรมาภิบาลข้อมูล หรือ Data Governance ก็เป็นได้ แม้ว่าใครหลายๆ คนอาจจะเคยได้ยินคำว่า Data Governance หรือธรรมาภิบาลข้อมูลมาบ้างแล้ว หากแต่หลักการจริง ๆ เป็นอย่างไร มีปัจจัยอะไรบ้างที่จะต้องพิจารณา รวมทั้งวิธีการที่จะทำให้เกิด Data Governance ได้นั้นจะต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง บทความนี้มีสรุปไว้ให้แล้ว ง่ายนิดเดียว

ข้อมูลมีกี่รูปแบบ

ก่อนจะไปจัดธรรมาภิบาลข้อมูล ต้องเข้าใจก่อนว่าข้อมูลที่มีอยู่นั้นเป็นประเภทอะไรบ้าง ซึ่งในโลกยุคปัจจุบันข้อมูลได้ถูกแบ่งออกมาเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่

  1. ข้อมูลที่มีโครงสร้าง (Structured Data) คือข้อมูลที่มีนิยามโครงสร้างข้อมูลไว้อย่างชัดเจน ทำให้ง่ายในการสืบค้น พร้อมใช้งานต่อยอดได้ทันที ตัวอย่างเช่น ฐานข้อมูล (Database) ที่เป็นตาราง หรือไฟล์รูปแบบ Spreadsheet อย่างเช่นไฟล์ Excel หรือ Comma-Separated Values (CSV) เป็นต้น
  2. ข้อมูลกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Data) คือข้อมูลที่มีโครงสร้างระดับหนึ่ง อาจเป็นลำดับชั้น (Hierarchy) โดยนิยามโครงสร้างมาประกอบด้วย อย่างเช่น ไฟล์ Extensible Markup Language (XML) หรือ Javascript Object Notation (JSON) หรือเว็บเพจต่าง ๆ
  3. ข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้าง (Unstructured Data) คือข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้างแน่นอน และไม่ได้มีนิยามโครงสร้างข้อมูลแต่อย่างใด อย่างเช่น เอกสารกระดาษ รูปภาพ วีดีโอ เสียง ข้อความยาว ๆ บนโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก

ก่อนที่จะทำ Data Governance นั้น เราจำเป็นต้องเข้าใจก่อนว่าภายในองค์กรของเรามีข้อมูล ประเภทใดบ้าง เพื่อที่จะจัดการข้อมูลในแต่ละชนิดได้อย่างถูกวิธีแล้วจึงจะสามารถนำมาบูรณา การร่วมกันต่อยอด อย่างการทำ Big Data Analytics หรือหา insight บางอย่างภายในข้อมูลที่มีได้

อะไรคือ Data Governance

คำว่า “ธรรมาภิบาลข้อมูล”หรือ “Data Governance” นั้นถ้าเป็นภาษาทางการนั้นคือการ กำหนดสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบในการบริหารจัดการข้อมูล ว่ากันตั้งแต่การจัดทำ การจัดเก็บ การจำแนกหมวดหมู่ การประมวลผลหรือใช้ข้อมูล การเปิดเผยข้อมูล การตรวจสอบ รวมถึงการทำลาย พร้อมกับการกำหนดมาตรการในการควบคุมและพัฒนาคุณภาพของข้อมูลให้มีความถูกต้อง พร้อมใช้ และทำให้ข้อมูลเป็นปัจจุบันรวมทั้งกฎเกณฑ์ต่างๆในการอนุญาตให้เข้าถึงและใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่ชัดเจนมีมาตรการความมั่นคงปลอดภัย และไม่ให้มีข้อมูลส่วนบุคคลถูกละเมิดเกิดขึ้น

หากพูดเป็นหลักการภาพรวมที่ทำให้เข้าใจง่ายขึ้น Data Governance นั่นคือ แนวคิดและ กระบวนการบริหารจัดการข้อมูล (Data Management) ให้เป็นไปตามวงจรชีวิตของข้อมูล (Data Life Cycle) อย่างมีระบบที่จะทำให้มีมาตรฐานอย่างเช่นนิยามและโครงสร้างข้อมูลที่มีความชัดเจนเพื่อให้ สามารถนำไปใช้งานต่อยอดได้อย่างสะดวก รวมทั้งมีความชัดเจนว่าใครเป็นเจ้าของข้อมูล ผู้ดูแลข้อมูล และใครมีสิทธิเข้าถึงได้บ้างนั่นเอง

Data Governance Framework

Data Governance นั้นถือได้ว่าเป็นส่วนที่สำคัญในการบริหารจัดการข้อมูลเพื่อให้เกิดการขับ เคลื่อนองค์กรด้วยข้อมูลที่ดีได้อย่างยั่งยืน และเป็นแนวทางที่จะช่วยให้สามารถกำหนดทิศทาง ควบคุม ให้ข้อมูลมีคุณภาพที่ดี เป็นขั้นตอนที่จะทำให้ข้อมูลภายในองค์กรดีขึ้นได้ แต่ทั้งนี้การจัดทำ Data Governance นั้นไม่ได้มีรูปแบบที่ตายตัวชัดเจน ดังนั้น ทาง DGA จึงได้กำหนด Data Governance Framework ขึ้นมาเพื่อให้เป็นหลักยึดได้ง่ายขึ้นว่าจะต้องมีปัจจัยใดบ้างเป็นสำคัญที่จะต้องคำนึงถึงและ พิจารณา อันได้แก่

  • Policy & Standard คือนโยบายต่างๆ และมาตรฐานในการจัดเก็บข้อมูล โดยจะต้อง มีการจัดทำเอกสารนิยามต่างๆ เพื่ออธิบายข้อมูลให้มีความชัดเจน อย่างเช่น เอกสาร พจนานุกรมข้อมูล (Data Dictionary) การใส่คำอธิบายของข้อมูลหรือชนิดข้อมูล เป็นต้น
  • Privacy & Compliance คือการกำหนดนโยบายความเป็นส่วนตัวและการอนุญาตให้ใช้ งานข้อมูลดังกล่าว การจัดลำดับชั้นความลับของข้อมูล
  • Role & Responsibility คือการกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบในการดูแลข้อมูล ใครต้องทำอะไรในข้อมูลชุดนั้นๆ บ้าง อย่างเช่น ใครเป็นเจ้าของข้อมูล (Data Owner) ใครเป็นผู้ใช้ข้อมูล (Data User) หรือผู้สนับสนุนข้อมูล (Data Supporter)
  • Process คือกระบวนการในการบริหารจัดการข้อมูลอย่างมีระบบ วิธีการจัดการกับข้อมูล แต่ละประเภท เพื่อให้พร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา และให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน
  • Guideline คือแนวทางปฏิบัติต่าง ๆ ที่จะทำให้กระบวนการภายในทั้งหลายไปใน แนวทางเดียวกัน

เป้าหมายของการทำ Data Governance

สำหรับการทำ Data Governance นั้น เป้าหมายที่สำคัญที่สุดคือการทำให้เกิด “ข้อมูลที่ดี” ภายในองค์กร ซึ่งข้อมูลที่ดีนั้นมี 3 องค์ประกอบสำคัญด้วยกัน ได้แก่

  • Data Security ข้อมูลจะต้องมีความปลอดภัย สามารถรักษาความลับข้อมูลได้ (Confidentiality) มีการกำหนดสิทธิว่าใครแก้ไขได้บ้าง (Integrity) และมีการสำรอง ข้อมูลไว้เผื่อกรณีเกิดปัญหาต้องกู้คืนข้อมูล (Availability)
  • Data Privacy ข้อมูลจะต้องมีการปกป้องความเป็นส่วนบุคคล โดยต้องมีการขออนุญาต (consent) จากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเสมอ
  • Data Quality ข้อมูลจะต้องมีคุณภาพ มีความถูกต้อง ครบถ้วน เป็นปัจจุบัน มีมาตรฐานเดียวกัน ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานได้

ส่วนที่ยากสุดใน 3 องค์ประกอบนั้นคือ Data Quality เนื่องด้วยคำว่าคุณภาพที่ดีนั้นอาจเรียก ได้ว่าไม่ได้มีอะไรบอกชัดเจนนักว่าอะไรเรียกว่า “มีคุณภาพ” จึงถือว่า Data Quality เป็นงานที่มีมิติ ซับซ้อน จึงต้องใช้ความละเอียดรอบคอบในระดับสูง ถึงจะสามารถประเมินได้ว่ามีคุณภาพจริงหรือไม่ ซึ่ง Data Governance Framework ได้มีแนวทางในการตรวจสอบเพื่อการประเมินผล 6 องค์ประกอบ ให้พิจารณาด้วยกัน ได้แก่

  • ความถูกต้อง (Accuracy)
  • ความครบถ้วน (Completeness)
  • ความสอดคล้องกัน (Consistency)
  • ความเป็นปัจจุบัน (Timeliness)
  • ตรงตามความต้องการของผู้ใช้ (Relevancy)
  • ความพร้อมใช้ (Availability)

จะเห็นได้ว่าการทำ Data Governance นั้นไม่ได้ยากนักหากเข้าใจในหลักการและเป้าหมายที่ จะได้ออกมาจากการดำเนินการ นอกจากนี้ การจะสร้าง Data Governance ให้เกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืนนั้น ไม่ใช่หน้าที่ของแผนก IT ภายในองค์กรหรือใครคนใดคนหนึ่งเพียงเท่านั้น หากแต่เป็นภารกิจของคนทุกคน ภายในองค์กรหรือทุกระดับชั้นในธุรกิจที่จะต้องร่วมมือกันดำเนินการตามธรรมาภิบาลที่ได้มีการกำหนด
และตกลงร่วมกันไว้แล้ว ซึ่งต้องทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ จึงจะส่งผลให้เกิด Data Governance ที่จะทำให้ข้อมูลนั้นมีคุณภาพและองค์กรจะสามารถปรับเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วย
ข้อมูลได้ โดยแท้จริง

ต่อเนื่องด้วยการนำเสนอเรื่อง “(ร่าง) มาตรฐานรัฐบาลดิจิทัลว่าด้วย กรอบแนวทางการพัฒนามาตรฐานการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐ” โดย ผศ.ณัฐวุฒิ หนูไพโรจน์ อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานคณะทำงานเทคนิคด้านมาตรฐานการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐ นายนิพนธ์ กิจเกตุก้อง ศูนย์บริการวิชาการจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ น.ส. เยาวภา วงศ์มาสา บริษัท อัฟวาแลนท์ จำกัด ดำเนินการเสวนาโดย ผศ. ดร. เจษฎา ขจรฤทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญ ทีมมาตรฐานดิจิทัล สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน)

สำหรับกรอบแนวทาง TGIX ฉบับนี้ เป็นแนวทางการดำเนินงานในการพัฒนากลุ่มมาตรฐานเพื่อใช้ในการสนับสนุนให้เกิดการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัลระหว่างหน่วยงานของรัฐ เกิดการบูรณาการข้อมูลร่วมกันผ่านศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกลาง เกิดมาตรฐานการทำงานร่วมกันของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน อันนำไปสู่การให้บริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงนำไปสู่การลดต้นทุนในการพัฒนาระบบสารสนเทศด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลของหน่วยงานอีกด้วย ดังนั้น จึงขอความอนุเคราะห์ทุกท่านร่วมแสดงความคิดเห็น เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาและปรับปรุงต่อไป โดยสามารถตอบแบบแสดงความคิดเห็น กลับมาภายใน วันอังคารที่ 27 สิงหาคม 2564

คุณณพิชญา เทพรอด ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ได้เข้าร่วมประชุมเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการบริหารจัดการและป้องกันการแพร่ระบาดไวรัสโคโรน่า 19 ณ สำนักงาน กสทช. และได้สาธิตการเข้าใช้ระบบ “BKK HI Care” ให้แก่ อธิบดีกรมควบคุมโรค โฆษก และรองโฆษก ศบค. ตลอดจนสื่อมวลชน ได้รับทราบข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากการใช้งานระบบนี้

โดยระบบ “BKK HI Care” จะเข้ามาช่วยแพทย์ พยาบาล ในการติดตามและดูแลผู้ป่วย (สีเขียว) ที่กักตัวที่บ้าน (Home Isolation) หรือที่ชุมชน (Community Isolation) ได้อย่างใกล้ชิด ตลอดจนผู้ป่วยสามารถรายงานและรับคำแนะนำการรักษาที่ถูกต้องจากแพทย์และพยาบาล โดยความร่วมมือระหว่าง กรุงเทพมหานคร สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) และ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ข้อมูลจัดเป็นทรัพย์สินที่สำคัญในการดำเนินงานของหน่วยงาน ภาครัฐจึงได้ให้ความสำคัญกับการนำข้อมูลมาใช้สนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลให้กับทุกภาคส่วน แต่ในปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐยังประสบกับปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูล ซึ่งเป็นประเด็นปัญหาเชิงนโยบายและปฏิบัติ ทั้งในเรื่องความซ้ำซ้อนของข้อมูลความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล (เช่น การรักษาความลับ การเข้าถึงข้อมูล การรักษาความเป็นส่วนบุคคล) คุณภาพของข้อมูล (เช่น ความถูกต้อง ความครบถ้วน ความเป็นปัจจุบัน) การเปิดเผยข้อมูล (เช่น หน่วยงานเจ้าของข้อมูลไม่อนุญาตให้เข้าถึงข้อมูล กระบวนการขอใช้ข้อมูลซับซ้อนและใช้เวลานาน ข้อมูลไม่อยู่ในรูปแบบที่ใช้งานต่อได้ง่าย) และยังไม่มีการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ประเด็นปัญหาและอุปสรรคเหล่านี้อาจเป็นผลมาจากการบริหารจัดการข้อมูลที่ไม่ครอบคลุมและไม่ชัดเจนของหน่วยงาน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องให้หน่วยงานภาครัฐมีมาตรการและแนวปฏิบัติในธรรมาภิบาลข้อมูลและบริหารจัดการข้อมูลที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

เพื่อให้การได้มาและการนำไปใช้ข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐถูกต้อง ครบถ้วน เป็นปัจจุบัน มั่นคงปลอดภัย รักษาความเป็นส่วนบุคคล และสามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและมั่นคงปลอดภัยได้จริง ธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ (Data Governance for Government) จึงถูกจัดทำขึ้น เพื่อกำหนดสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบของผู้มีส่วนได้เสียในการบริหารจัดการข้อมูล โดยประกอบด้วย สภาพแวดล้อมของธรรมาภิบาลข้อมูล กฎเกณฑ์หรือนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานกับข้อมูล บทบาทและความรับผิดชอบในธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ กระบวนการธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ และการวัดการดำเนินการและความสำเร็จของธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ กล่าวคือ บุคคลที่ได้รับบทบาทในธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ จะมีหน้าที่ในการกำหนดขอบเขต กฎเกณฑ์ และนโยบายข้อมูลที่ใช้ในกระบวนการธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ เพื่อควบคุมและตรวจสอบการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับข้อมูล ตั้งแต่การสร้าง การจัดเก็บ การประมวลผล การใช้ การเผยแพร่จนถึงการทำลาย โดยกฎเกณฑ์และนโยบายข้อมูลต้องสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมองค์กรของแต่ละหน่วยงาน การวัดผลการดำเนินการช่วยให้เห็นระดับการดำเนินการของธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ ซึ่งส่งผลต่อความสำเร็จของการดำเนินการหรือคุณภาพของข้อมูล

ธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐจะเป็นแนวทางให้หน่วยงานภาครัฐ ทั้งส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และหน่วยงานของรัฐรูปแบบใหม่ นำไปปรับใช้ให้เข้ากับลักษณะเฉพาะของแต่ละหน่วยงานเพื่อให้สามารถปรับตัวตามบริบทที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

การดําเนินงานด้านรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government) ของประเทศไทย โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ชื่อเดิมกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร) เพื่อมุ่งเน้นสู่การบรรลุเป้าหมายสําคัญของรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government Milestones) กล่าวคือ ได้กําหนดให้ส่วนราชการต่างๆ ต้องมีเว็บไซต์ เพื่อให้บริการตามภารกิจและนําเสนอข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชน รวมทั้งการมีปฏิสัมพันธ์กับประชาชน ตามหลักการที่กล่าวว่า “ที่เดียว ทันใด ทั่วไทย ทุกเวลาทั่วถึงเท่าเทียม และธรรมาภิบาล” นั้น เพื่อให้การพัฒนาเว็บไซต์ของหน่วยงานภาครัฐเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และยกระดับความสามารถของการให้บริการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ผ่านทางเว็บไซต์ของหน่วยงานภาครัฐก้าวไปสู่ระดับความสามารถในเรื่องการบูรณาการ และเพิ่มประสิทธิภาพ การให้บริการ รวมทั้งสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประชาชน หน่วยงานราชการ และหน่วยงานธุรกิจ ภาครัฐ ให้สามารถก้าวไปสู่จุดหมายของการบูรณาการเชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐ (Connected Government) ที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง

จากการสํารวจเพื่อจัดอันดับการพัฒนา e-Government กลุ่มประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ (United Nations e-Government Readiness) ในรายงาน United Nations E-Government Survey 2012 พบว่า ประเทศไทยจัดอยู่ในลําดับที่ 92 จากจํานวนประเทศสมาชิกทั้งหมด 193 ประเทศ ซึ่งปี ค.ศ. 2010 ไทยจัดอยู่ในลําดับที่ 76 และปี ค.ศ. 2008 ไทยจัดอยู่ในลําดับที่ 64 นั่นย่อมแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่จะต้องแก้ไขปรับปรุง และพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสามารถที่จะยืนอยู่บนเวทีโลกได้อย่างภาคภูมิ และเพื่อให้รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทยก้าวไปสู้การเชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐ (Connected Government) โดยยึดเอาประชาชนเป็นศูนย์กลางและให้ประชาชนมีส่วนร่วมผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Participation)

สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.) (ชื่อเดิมสํานักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สรอ.)) จึงได้พัฒนา “มาตรฐานเว็บไซต์ภาครัฐ (Government Website Standard)” เพื่อเป็นมาตรฐานให้หน่วยงานภาครัฐได้นําไปปรับปรุงและพัฒนาระบบการให้บริการผ่านเว็บไซต์ของภาครัฐอันจะช่วยยกระดับการพัฒนา e-Government ให้ก้าวหน้าสู่ระดับมาตรฐานสากลต่อไป โดยเนื้อหาเอกสารเล่มนี้ กล่าวถึงองค์ประกอบของเนื้อหาเว็บไซต์ (Contents) คุณลักษณะของเว็บไซต์ภาครัฐที่ควรมี (Recommended Features) รวมถึงแนวทางการรักษาความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ (Information Security) ซึ่งได้รวบรวมและประมวลจาก กฎหมายระเบียบ ข้อบังคับในประเทศที่เกี่ยวข้องกับการทําธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และข้อกําหนดองค์การสหประชาชาติ (United Nations) ในการจัดอันดับการพัฒนา e-Government ของกลุ่มประเทศสมาชิก ตลอดจนแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในระดับนานาชาติ (International Best Practice)

ติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ DGA Contact Center โทร : 0 2612 6000 หรือ อีเมล : contact@dga.or.th

สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) สพร. หรือ DGA จัดงานรับฟังความคิดเห็นต่อร่างข้อเสนอแนะแนวทางการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐว่าด้วยแนวทางการจัดทำบัญชีข้อมูลภาครัฐ โดยมี ดร.สุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัลให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน พร้อมเสวนาเรื่อง “ทำไมต้องทำบัญชีข้อมูลภาครัฐ” ร่วมกับ นางสาววันเพ็ญ พูลวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ ผศ. ดร. ภุชงค์ อุทโยภาศ ประธานกรรมการจัดทำร่างมาตรฐานข้อกำหนด และหลักเกณฑ์ภายใต้พ.ร.บ.การบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล พ.ศ. 2562 และ นางสาวสุรุ่งลักษณ์ เมฆะอำนวยชัย รองเลขาธิการ ก.พ.ร ร่วมเสวนาในช่วงเช้า เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2563 ณ โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ สุขุมวิท 20

และมีการเสวนาต่อเนื่องโดยมี นายทรงพล ใหม่สาลี ผู้อำนวยการศูนย์สารสนเทศยุทธศาสตร์ภาครัฐ สำนักงานสถิติแห่งชาติ นายมารุต บูรณรัช ผู้แทนศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ และนางสาวอุรัชฎา เกตุพรหม ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนามาตรฐานดิจิทัล DGA ในหัวข้อเรื่อง “บัญชีข้อมูลภาครัฐทำอย่างไร ทำแล้วได้อะไร”

พร้อมนำเสนอเรื่อง “ระบบบัญชีข้อมูลภาครัฐและการใช้บริการ” และ เรื่อง “(ร่าง) แนวทางการจัดทำบัญชีข้อมูลภาครัฐ” โดยในช่วง LIVE มีผู้เข้าร่วมฟังบรรยายและส่งคำถามผ่านโซเชียลมีเดียด้วยความสนใจอย่างต่อเนื่อง

สำหรับผู้ที่พลาดชม สามารถรับชมย้อนหลังได้ที่

สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.dga.or.th/th/profile/2193/ และดาวน์โหลดเอกสารประกอบการเสวนาได้ที่ https://www.dga.or.th/upload/download/file_255e494ca32eeae34ad9aa6252901662.pdf

อย่าลืม!! ตอบแบบแสดงความคิดเห็น กลับมาภายในวันจันทร์ที่ 11 มกราคม 2564 คลิกเลย https://forms.office.com/Pages/ResponsePage.aspx?id=Ocq5V3P1D0OnrA7143K1AfrvM9tSBV5FiFBTY2GyKrpUQTBIVDlMTUtDWFBLQVk5TlNVR0VJMlJPRy4u

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้เพื่อให้ท่านสามารถใช้บริการได้อย่างต่อเนื่องและอำนวยความสะดวกในการใช้งานเว็บไซต์ รวมถึงช่วยให้เราปรับปรุงการนำเสนอเนื้อหาตรงตามความต้องการของท่าน โดยท่านสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก ประกาศการใช้คุกกี้ และ ประกาศเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว ประกาศเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว (Privacy Notice)

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่มีความจำเป็น (Strictly Necessary Cookies)
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ ฝ่ายมาตรฐานดิจิทัลภาครัฐ เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ ฝ่ายมาตรฐานดิจิทัลภาครัฐ ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์และประเมินผลการใช้งาน (Performance Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้ช่วยให้ ฝ่ายมาตรฐานดิจิทัลภาครัฐ ทราบถึงการปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้งานในการใช้บริการเว็บไซต์ของ ฝ่ายมาตรฐานดิจิทัลภาครัฐ รวมถึงหน้าเพจหรือพื้นที่ใดของเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยม ตลอดจนการวิเคราะห์ข้อมูลด้านอื่น ๆ ฝ่ายมาตรฐานดิจิทัลภาครัฐ ยังใช้ข้อมูลนี้เพื่อการปรับปรุงการทำงานของเว็บไซต์ และเพื่อเข้าใจพฤติกรรมของผู้ใช้งานมากขึ้น ถึงแม้ว่าข้อมูลที่คุกกี้นี้เก็บรวบรวมจะเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ และนำมาใช้วิเคราะห์ทางสถิติเท่านั้น การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ ฝ่ายมาตรฐานดิจิทัลภาครัฐ ไม่สามารถทราบปริมาณผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ และไม่สามารถประเมินคุณภาพการให้บริการได้

  • คุกกี้เพื่อการใช้งานเว็บไซต์ (Functional Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้จะช่วยให้เว็บไซต์ของ ฝ่ายมาตรฐานดิจิทัลภาครัฐ จดจำตัวเลือกต่าง ๆ ที่ท่านได้ตั้งค่าไว้และช่วยให้เว็บไซต์ส่งมอบคุณสมบัติและเนื้อหาเพิ่มเติมให้ตรงกับการใช้งานของท่านได้ เช่น ช่วยจดจำชื่อบัญชีผู้ใช้งานของท่าน หรือจดจำการเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าขนาดฟอนต์หรือการตั้งค่าต่าง ๆ ของหน้าเพจซึ่งท่านสามารถปรับแต่งได้ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้อาจส่งผลให้เว็บไซต์ไม่สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์

  • คุกกี้เพื่อการโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมาย (Targeting Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้เป็นคุกกี้ที่เกิดจากการเชื่อมโยงเว็บไซต์ของบุคคลที่สาม ซึ่งเก็บข้อมูลการเข้าใช้งานและเว็บไซต์ที่ท่านได้เข้าเยี่ยมชม เพื่อนำเสนอสินค้าหรือบริการบนเว็บไซต์อื่นที่ไม่ใช่เว็บไซต์ของ ฝ่ายมาตรฐานดิจิทัลภาครัฐ ทั้งนี้ หากท่านปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะไม่ส่งผลต่อการใช้งานเว็บไซต์ของ ฝ่ายมาตรฐานดิจิทัลภาครัฐ แต่จะส่งผลให้การนำเสนอสินค้าหรือบริการบนเว็บไซต์อื่น ๆ ไม่สอดคล้องกับความสนใจของท่าน

บันทึกการตั้งค่า